ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง และรอบนี้คลื่นแรงส่งถึงธุรกิจขุด Bitcoin โดยตรง โดยเฉพาะนักขุดที่พึ่งพาเครื่อง ASIC ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าจากจีน มาเลเซีย หรือแม้แต่ไทยเอง สถานการณ์ล่าสุดบ่งชี้ว่าเครื่องขุดรุ่นใหม่อย่าง S21 จาก Bitmain ที่เพิ่งเริ่มทยอยส่งมอบ อาจต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าสูงถึง 25% หากขนส่งเข้าประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นจุดหมายหลักของการติดตั้งศูนย์ขุดขนาดใหญ่จำนวนมาก ส่งผลให้มีการแย่งชิงขนส่งล่วงหน้าภายในช่วงระยะเวลาผ่อนผัน 90 วันเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีดังกล่าว
สิ่งที่น่าจับตาสำหรับตลาดไทยคือ การที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางย่อยด้านอุตสาหกรรมขุดบิทคอยน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นการประกอบชิ้นส่วนเครื่อง ASIC การเช่าพื้นที่สำหรับติดตั้งเครื่อง รวมถึงการซ่อมบำรุง ด้วยเหตุนี้เองผู้ให้บริการในไทยจึงต้องเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนทางการค้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่อาศัยโมเดลธุรกิจนำเข้าส่งออกหรือให้เช่าเครื่องขุด เพราะต้นทุนอาจพุ่งสูงขึ้นทันทีหากภาษีมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบหลังหมดช่วงผ่อนผัน
นักลงทุนไทยที่เคยมองว่าการขุดบิทคอยน์เป็นช่องทางสร้างรายได้แบบมั่นคง อาจเริ่มตั้งคำถามกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่จากความผันผวนของราคา BTC แต่รวมถึงต้นทุนการดำเนินงานที่ยากต่อการควบคุมและทำนาย โดยเฉพาะเมื่อตลาดอเมริกา ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของ Hashrate จำนวนมาก เริ่มเปลี่ยนนโยบายทางการค้าอย่างแข็งกร้าว บริษัทขุดที่มีฐานอยู่ในไทย หรือใช้ไทยเป็นจุดผ่านอาจถูกบีบให้หันไปหาเส้นทางใหม่ เช่น อินโดนีเซียหรืออินเดีย แต่อย่างไรก็ดี เส้นทางใหม่เหล่านั้นยังไม่อาจรับประกันความคุ้มค่าด้านต้นทุนเหมือนเดิมได้
ไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ คนไทยที่ลงทุนในเครื่องขุดส่วนตัวหรือแชร์ฮาร์ดแวร์กับกลุ่มเล็ก ๆ ก็เริ่มรู้สึกถึงแรงกดดัน หลายรายอาจต้องหันไปใช้อุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศหรือจากแหล่งอื่นที่มีภาษีนำเข้าเบากว่า แต่ก็ต้องแลกมากับประสิทธิภาพการขุดที่ต่ำลง ทั้งนี้ ผู้ใช้งานในไทยยังเริ่มให้ความสำคัญกับการจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น โดยมีการพูดถึงBitcoin Wallet ที่ให้ความปลอดภัยสูง เพื่อเก็บเหรียญที่ขุดได้จากระบบที่อาจไม่มั่นคงในระยะยาว การใช้กระเป๋าที่มีการควบคุม Private Key ด้วยตนเองถูกหยิบยกมาเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดยังไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงเชิงนโยบายสูงแบบนี้
การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้สะท้อนถึงจุดเปราะบางของอุตสาหกรรมขุดบิทคอยน์ที่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์นำเข้าจากประเทศที่อาจกลายเป็นคู่กรณีทางการค้าได้ตลอดเวลา ประเทศไทยซึ่งมีบทบาททั้งในฐานะผู้ผลิต ชิ้นส่วนบางชนิด และฐานปฏิบัติการขุด ก็จำเป็นต้องทบทวนกลยุทธ์ในระยะกลางถึงยาว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างระบบโลจิสติกส์ในประเทศที่แข็งแรงขึ้น การลดการพึ่งพาอุปกรณ์จากต่างประเทศ หรือการจับมือกับพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในห่วงโซ่การผลิต
ท้ายที่สุด ผลกระทบจากภาษีอาจไม่ได้กระทบแค่กับยอดขายหรือการขนส่งเครื่อง ASIC เท่านั้น แต่ยังอาจกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนต่อระบบนิเวศของคริปโตในประเทศไทยในภาพรวม ซึ่งหากผู้เล่นในตลาดไทยไม่สามารถปรับตัวได้ทัน อาจถูกเบียดออกจากเวทีโลกไปอย่างไม่รู้ตัว ขณะเดียวกัน สำหรับผู้ที่พร้อมปรับตัวและหาทางเลือกใหม่ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ในตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเช่นกัน



