เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 68 นายเนติพล ชุมยวง ผู้อำนวยการ ป.ป.ช.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า จากการที่ได้มีการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีกล่าวหา พ.อ.สมบัติ ประสานเกษม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รองผอ.กอ.รมน.จังหวัดสุราษฎร์ธานี (ฝ่ายทหาร) และข้าราชการสังกัด กอ.รมน.จ.สุราษฎร์ธานี อีก 3 รายประกอบด้วย พ.ต.ท.โกสินทร์ อินทสุภา,ร.ต.สนธยา ทองเนื้อสุก และ ส.อ.ณรงค์เดช ลอสี ถูกกล่าวหาว่า ยักยอกเงินสนับสนุนชุดรวบรวมและตรวจสอบข่าวสารจังหวัดสุราษฎร์ธานี และทำเอกสารใบสำคัญรับเงินเท็จและปลอมเอกสาร ซึ่งในคดีนี้ ป.ป.ช.ได้รับเรื่องไว้ไต่สวนและดำเนินการแล้วเสร็จ มีมติว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหา คือ พ.อ.สมบัติ และ ร.ต.สนธยา เป็นการร่วมกันจัดทำเอกสารเบิกจ่ายเท็จ และปลอมเอกสาร เพื่อยักยอกเงินค่าตอบแทนแหล่งข่าวไปเป็นประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต มีมูลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 151 161 162(1)(4) 157 264 266 258 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 และวินัยร้ายแรง ส่วน พ.ต.ท.โกสินทร์ และ ส.อ. ณรงค์เดช คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติกันไว้เป็นพยาน โดยไม่ดำเนินคดี
นายเนติพล กล่าวต่อว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 แล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 2 ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิด

สำหรับคดีนี้ ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหา พ.อ.สมบัติ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ร.ต.สนธยา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 พ.ต.ท.โกสินทร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 และ ส.อ.ณรงค์เดช ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 จากการไต่สวนข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีหน้าที่รับผิดชอบ กำกับดูแลกำลังพลงานป้องกันและรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้สั่งการให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ระบุรายชื่อแหล่งข่าวและรายละเอียดต่างๆ ในใบสำคัญรับเงิน และปลอมลายมือชื่อของแหล่งข่าว (ภาคประชาชน) ลงในใบสำคัญรับเงินในฐานะผู้รับเงินรวมจำนวน 121 ฉบับ เพื่อแสดงเป็นหลักฐานว่ามีการจ่ายเงินค่าตอบแทนให้กับบุคคลที่ปรากฏชื่อเป็นแหล่งข่าวตามรายชื่อที่ปรากฏในใบสำคัญรับเงิน ทั้งๆ ที่มิได้มีการจ่ายเงินให้กับแหล่งข่าวดังกล่าวแต่อย่างใด แล้วนำใบสำคัญรับเงินที่จัดทำเท็จและปลอมขึ้นมาไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการขออนุมัติเบิกเงินค่าตอบแทนแหล่งข่าวจากเงินงบประมาณของ กอ.รมน.จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเมื่อผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ดำเนินการจัดทำบันทึกขออนุมัติเบิกเงินค่าตอบแทนพร้อมเอกสารเสร็จแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้ตรวจสอบและลงชื่อท้ายบันทึกขออนุมัติในฐานะรอง ผอ. กอ.รมน.ปฏิบัติราชการแทน หรือรักษาราชการแทนผู้อำนวยการ กอ.รมน. จังหวัดสุราษฎร์ธานี แล้วแต่กรณี เพื่อขออนุมัติเบิกเงินต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน. จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เมื่อผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ได้รับเงินจากคลังจังหวัดมาแล้วผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้สั่งการให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 นำเงินสดมามอบให้กับตนเองทั้งจำนวน เช่นเดียวกันกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เคยได้รับมอบหมายให้ไปรับเช็คค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าตอบแทนแหล่งข่าวและได้นำเงินไปมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 โดยเข้าใจว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จะนำเงินดังกล่าวไปให้กับแหล่งข่าว แต่กลับปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ไม่ได้นำเงินดังกล่าวไปจ่ายให้กับแหล่งข่าว แต่กลับเอาเงินดังกล่าวไว้เป็นประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต
ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าชุดรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร กอ.รมน. จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีหน้าที่ติดตามสถานการณ์และรวบรวมข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ลงลายมือชื่อในบันทึกขออนุมัติเบิกเงินค่าตอบแทนแหล่งข่าว รวมทั้งเอกสารประกอบในฐานะหัวหน้าชุดรวบรวมและตรวจสอบข่าวสาร และลงลายมือชื่อในใบสำคัญรับเงินในฐานะผู้จ่ายเงิน จำนวน 66 ฉบับ เพื่อแสดงเป็นหลักฐานว่าได้จ่ายเงินให้กับแหล่งข่าวทั้งๆ ที่มิได้มีการจ่ายเงินให้กับแหล่งข่าวตามรายชื่อที่ปรากฏในใบสำคัญรับเงินแต่ละฉบับแต่อย่างใด
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับ พ.อ.สมบัติ ได้เกษียณอายุราชการเมื่อปี 2561 ยศ พลโท ตำแหน่ง ประจำสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม ส่วน ร.ต.สนธยา ดำรงตำแหน่ง รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลอรัญคามวารี อ.เคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี.



