เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 4 ราย ประกอบด้วย พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ , ศาสตราจารย์ ดร.พิรงรอง รามสูต, รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย และ รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ยื่นฟ้อง ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1764/2566 ระบุว่าผู้ถูกฟ้องละเลยต่อหน้าที่ในการไม่ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล และไม่แต่งตั้งผู้ช่วยศาสตราจารย์ภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ รองเลขาธิการฯ ให้รักษาการแทน ตามมติที่ประชุม กสทช. ครั้งที่ 13/2566 เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2566
ต่อมาในการไต่สวนครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2668 ที่ผ่านมา ตุลาการผู้แถลงคดีได้เสนอข้อวินิจฉัยต่อองค์คณะตุลาการศาลปกครองกลาง แบ่งประเด็นสำคัญออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
ประเด็นที่หนึ่ง กรณี ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ไม่ลงนามในคำสั่งที่เป็นไปตามมติคณะกรรมการ ทั้งในเรื่องการสอบสวนทางวินัยและการเปลี่ยนตัวรักษาการเลขาธิการ ถือเป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ได้กำหนดให้ กสทช. เป็นองค์กรอิสระที่ดำเนินการโดยระบบคณะกรรมการร่วม ซึ่งประธานไม่มีอำนาจตัดสินใจเพียงลำพัง เว้นแต่ได้รับมอบหมายอย่างถูกต้องตามขั้นตอนทางกฎหมาย มติของคณะกรรมการจึงมีผลผูกพันสูงสุดในทางปฏิบัติ
ประเด็นที่สอง มติของที่ประชุมครั้งที่ 13/2566 วาระ 5.22 ซึ่งเสนอแต่งตั้งผู้ช่วยศาสตราจารย์ภูมิศิษฐ์ ให้รักษาการแทนนั้น ยังไม่ถูกยกเลิกหรือเพิกถอน การที่ประธาน กสทช. ไม่ดำเนินการแม้มีหนังสือแจ้งเตือนถึงสองครั้ง จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด
จากข้อวินิจฉัยดังกล่าว ตุลาการผู้แถลงคดีเสนอให้ศาลมีคำสั่งให้ดำเนินการตามมติคณะกรรมการ กสทช. ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่มีคำพิพากษา ได้แก่
1.ถอดถอนนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ออกจากตำแหน่งรักษาการเลขาธิการ กสทช.
2.แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยนายไตรรัตน์ให้เป็นไปตามมติที่ประชุม
3.สำหรับกรณีการแต่งตั้งผู้ช่วยศาสตราจารย์ภูมิศิษฐ์ ซึ่งได้เกษียณอายุราชการแล้ว เห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องมีคำสั่งบังคับอีกต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพิจารณาพิพากษาคดีในศาลปกครองนั้น ถือหลักถ่วงดุลการใช้อำนาจระหว่างตุลาการ โดยกำหนดให้มีตุลาการเจ้าของสำนวนคนหนึ่งซึ่งแต่งตั้งจากตุลาการในองค์คณะที่พิจารณาพิพากษาคดีนั้น เป็นผู้ดำเนินการแสวงหาและรวบรวมข้อเท็จจริง และมีตุลาการอีกคนหนึ่งซึ่งไม่ได้อยู่ในองค์คณะ เรียกว่า “ตุลาการผู้แถลงคดี” ทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลการทำหน้าที่ของตุลาการเจ้าของสำนวนและองค์คณะ ทั้งนี้ แม้คำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดีจะไม่ใช่คำพิพากษา เพราะคำตัดสินขององค์คณะเท่านั้นที่จะถือเป็นคำพิพากษา แต่กฎหมายกำหนดให้ศาลปกครองต้องพิมพ์เผยแพร่คำพิพากษาขององค์คณะและคำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดีต่อสาธารณะด้วย



