ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กใช้ชื่อว่า Nut Rock Boonsom ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์เป็นผู้ใช้ประสาทหูเทียม โดยระบุว่า สวัสดีครับผมชื่อ นัท-ณัฐนนท์ บุญสม นะครับ เป็นผู้ใช้ประสาทหูเทียมและเครื่องช่วยฟังครับ ผมเพิ่งผ่าประสาทหูเทียมใส่ได้ประมาณ 2-3 ปี โดยผ่ากับโรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น อยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์หมอขวัญชนก ซึ่งตอนนี้ท่านเกษียณไปแล้ว จุดประสงค์ที่เขียนบทความนี้คือเพื่อเป็นความรู้ให้กับคนอื่น ๆ หรืออยากให้คนหูดีเข้าใจในสิ่งที่คนหูตึงต้องเจอเนาะ
รู้ตัวตอนไหนว่าตัวเองมีปัญหาเรื่องหู คือผมอ่ะครับ เกิดมาที่บ้านไม่มีใครพิการทางหูไ ม่ว่าจะฝั่งพ่อ ฝั่งแม่ บอกปกติหมดแ ม้แต่หมอที่ทำคลอดตอนผมเกิดมาก็บอกว่าปกติครับ ทีนี้ผมก็ค่อยโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีอาการหนึ่งที่ติดตัวมาคืออาการที่เรียกว่าพูดไม่ชัด ผมไม่สามารถพูด ส.เสือ ท.ทหาร และ ร.เรือ ได้แบบคนหูดีครับ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งที่พูดไม่ชัด มันมาจากการที่หูของผมรับการได้ยินมาแบบผิด ๆ ตลอด ที่บ้านผมก็คิดว่าไม่เป็นไรหรอก แค่พูดไม่ชัดเอง ฝรั่งก็พูดไม่ชัดเหมือนกันลูก แต่ความเป็นจริงผมแนะนำว่าถ้าใครที่มีคนที่บ้านพูดไม่ชัด ก็อยากให้พาไปหาหมอหูเพื่อดูหน่อยนะครับว่าหูมีปัญหาหรือเปล่า
ทีนี้อาการของหูมันหนักขึ้นเรื่อย ๆ ตามอายุที่มากขึ้นครับ สักอายุของผมประมาณ 13-14 ปี หรือช่วงประมาณ ม.1-2 อาจารย์ที่ปรึกษาเรียกชื่อผมแล้ว ผมไม่หันครับ เหมือนไม่ได้ยิน ครูที่ปรึกษาเลยคุยกับแม่ของผม ให้ลองไปหาหมอหูดู ตอนแรกก็ไปคลินิกก่อนครับ หมอคนแรกเขาก็แจ้งว่าลองทานยาดู 3 วัน ถ้าการได้ยินไม่ดีขึ้น คือทำยังไงก็ไม่ดีขึ้น ซึ่งทานยา 3 วัน ก็ไม่ดีขึ้นจริง ๆ จากนั้นที่บ้านผมก็ปล่อยเบลอต่อยาวมาจนกระทั่ง ประมาณอายุ 17 ปี ผมดร็อปไปอยู่กับพ่อที่ต่างประเทศ 1 ปีครับ เลยเข้าเรียน ม.4 ประมาณตอนอายุเท่าเด็ก ม.5 แล้ว ทีนี้ที่บ้านก็เริ่มพาผมไปหาอาจารย์หมอที่คลินิกที่ขอนแก่น ที่เขาคิดว่าเก่งกว่า ซึ่งอาจารย์หมอก็ตอบแบบเดียวกันคือ ถ้ากินยาแล้ว 3 วันไม่ดีขึ้น ก็คือไม่ดีขึ้นจริง ๆ ซึ่งก็ไม่ดีขึ้นอีกตามเคย
สุดท้ายที่บ้านเลยส่งผมเข้าโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาสาเหตุจริงจังเลยว่าผมเป็นอะไร ทำไมหูถึงไม่ดี ทุกครั้งที่มาหาหมอ หมอจะให้ผมตรวจการได้ยินทุกครั้งครับ เพื่อเช็กว่าการได้ยินของผมอยู่ระดับไหนแล้ว ซึ่งก็ตรวจเลือด MRI สแกนคลื่นสมอง ตรวจทุกอย่างที่จะตรวจได้ที่มันเกี่ยวข้อง และพบว่าร่างกายผมไม่มีอะไรผิดปกติเลย คือปกติหมดทุกอย่าง หรือก็คือหาสาเหตุไม่เจอนั่นแหละ
คุณหมอที่ดูแลผม ณ ตอนนั้น คืออาจารย์ขวัญชนกกับอาจารย์วนิดา โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น เขาก็แจ้งมาตรง ๆ เลยว่า หมอวินิจฉัยได้ว่าผมเป็นโรคประสาทหูเสื่อมที่หาสาเหตุไม่เจอครับ ก็คือดวงซวยนั่นแหละ มาสุ่มเจอแจ๊กพอตที่ผม ทีนี้อาจารย์แกก็แจ้งว่าโรคประสาทหูเสื่อมเนี่ย หูมันจะเสื่อมไปเรื่อย ๆ จนดับในที่สุด ซึ่งถ้าดับ หนทางการรักษาขั้นต่อไปคือการใส่ประสาทหูเทียม
แต่ทีนี้หูของผมยังได้ยินอยู่ ไม่ได้ดับไปเลย หมอเลยตัดสินใจให้ใส่เครื่องช่วยฟังครับ ทีนี้หลังจากวินิจฉัยแล้ว เขาก็ให้ใบรับรองแพทย์ แล้วแจ้งแม่ผมให้พาผมไปทำบัตรคนพิการ เพราะจะต้องซื้อเครื่องช่วยฟัง (Hearing Aids) ใส่ทั้งสองข้าง ถ้ามีสวัสดิการข้าราชการ หรือบัตรคนพิการ จะซื้อได้ในราคาถูกกว่าหรือได้ฟรีครับ แล้วแต่เงื่อนไข ผมใส่เครื่องช่วยฟังทั้งสองข้างในช่วงอายุ 17 ปีครับ ที่บ้านผมคิดว่าเพราะผมใส่หูฟังฟังเพลงทั้งวันทั้งคืน หูเลยเสื่อมครับ แต่หมอยืนยันว่า ใส่ให้ตายก็ไม่เสื่อมขนาดนี้
โรคประสาทหูเสื่อม (หูตึง) ส่งผลกระทบกับผมยังไงบ้าง คือโรคตัวนี้อย่างที่ผมบอกไปด้านบนเนอะว่าผมเองก็ไม่รู้ว่าสาเหตุมันมาจากไหน เพราะหมอก็หาไม่เจอ ตรวจร่างกาย ตรวจทุกอย่างปกติดี สุขภาพดี แข็งแรงดี แต่คนจะไม่ค่อยเข้าใจกันเท่าไหร่ว่าคนหูตึงลำบากยังไง คนทั่วไปจะเข้าใจว่า คนตาบอด คนพิการทางกายภาพ หรือคนหูหนวกลำบากยังไงชัดเจนกว่าคนหูตึง เพราะสำหรับคนทั่วไปมองว่าคนหูตึงคือคนที่ยังได้ยินอยู่ อาจไม่ลำบากขนาดนั้น แต่พูดจากใจจริง จากคนที่ทำงานขับเคลื่อนชุมชนคนพิการนะครับ คือลำบากคนละแบบ ไม่ควรเอามาเปรียบเทียบกัน
ประสาทหูจากที่คุณหมอบอกผม มี 2 ส่วน คือ 1. ส่วนที่รับรู้เสียง คือ ส่วนที่บอกว่าเราได้ยินเสียงไหม ซึ่งส่วนนี้ผมไม่ได้ยินเสียงสูง เช่น เสียงนกร้อง เสียงนกหวีด เสียงติ๊งของอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ 2. ส่วนแกะคำพูด ว่าเราได้ยินแบบไหน เช่น ผู้พูด พูดคำว่า มา ผมอาจได้ยินเป็นเสียงอื่นที่ใกล้เคียงเช่น พา ทา ไร ก็ตามแต่ที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งผมมีปัญหาส่วนที่ 2 นี่แหละที่ค่อนข้างหนัก หูตึงไม่ใช่แค่เรื่องเสียงเบา แต่มันคือเสียงที่ เพี้ยน แตก เบลอ และขาดรายละเอียดสำคัญในการเข้าใจ
ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ให้นึกภาพตามนี้ดู เหมือนฟังเสียงผ่านวิทยุที่คลื่นไม่ชัดเสียงอาจดัง แต่ไม่ชัดเจน เหมือนอ่านหนังสือสอบเล่มหนา ๆ โดยที่ไม่มีแว่นตาเห็นตัวอักษรลาง ๆ ต้องเพ่ง ต้องหยีตา เหมือนเรียนในห้องที่ทุกคนพูดพร้อมกัน แต่คุณมีหูฟังที่รับแค่เสียงพื้นหลัง เหมือนฟังภาษาต่างประเทศที่ไม่ถนัด โดยไม่มีซับไตเติล
เหมือนฟังเสียงผ่านวิทยุที่คลื่นไม่ชัดเสียงอาจดัง แต่ไม่ชัดเจน บางคำหาย บางคำเบลอ ต้องใช้พลังประมวลผลเยอะมากในการเดาว่าคนพูดว่าอะไร คนหูดีแค่ฟัง แต่คนหูตึงต้อง ฟัง + แปลเสียงที่เพี้ยน + เดา + เติมช่องว่าง ตลอดเวลา เหมือนอ่านหนังสือสอบเล่มหนา ๆ โดยที่ไม่มีแว่นตาเห็นตัวอักษรลาง ๆ ต้องเพ่ง ต้องหยีตา ถึงจะค่อย ๆ อ่านได้ แต่มันเหนื่อยสายตามาก คนหูตึงก็คล้ายกัน แต่เป็น เหนื่อยหู + สมอง ตลอดเวลา
เหมือนเรียนในห้องที่ทุกคนพูดพร้อมกัน แต่คุณมีหูฟังที่รับแค่เสียงพื้นหลัง ยิ่งเวลาเรียนกลุ่มหรือประชุม เสียงแทรก เสียงซ้อน เสียงหัวเราะ เสียงกระซิบ ทั้งหมดกลายเป็นเสียงปน ๆ ที่ทำให้จับใจความยากมาก เหมือนฟังภาษาต่างประเทศที่ไม่ถนัด โดยไม่มีซับไตเติลแม้คุณจะรู้คำศัพท์บ้าง แต่ถ้าเขาพูดเร็ว พูดไม่ชัด หรือใช้สำเนียงแปลก ๆ ก็ยังฟังไม่ออกอยู่ดีนั่นแหละ ความรู้สึกของคนหูตึงเวลาฟังภาษาไทยในชีวิตประจำวัน
สิ่งที่ตามมาคือ
1.สมองต้องทำงานหนักกว่าคนทั่วไปหลายเท่าในทุก ๆ วัน
2.ความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ง่าย ทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน หรือแม้แต่บทสนทนาธรรมดา
3.รู้สึกโดดเดี่ยวหรือแปลกแยก เพราะตามไม่ทันการคุยหรือบทเรียน
4.ต้อง “แกล้งเข้าใจ” บ่อย ๆ เพื่อไม่ให้รู้สึกเหมือนตัวถ่วง
5.มีความเครียดสะสม และหมดแรงเร็วกว่าคนอื่น แม้จะยังไม่ถึงตอนสอบหรือทำงานหนัก
“คนหูดีบางคนคิดว่าได้ยินนิดหน่อยก็ดีกว่าไม่ได้ยินเลย แต่จริง ๆ แล้วสำหรับบางคน การได้ยินแบบไม่ชัดเจน มันอาจ เหนื่อยและทรมานกว่า การไม่ได้ยินเลยด้วยซ้ำ เพราะต้องพยายามจับทุกอย่างจากเสียงที่ไม่สมบูรณ์ ยกตัวอย่างสถานการณ์ถ้าคนหูตึงต้องเรียนร่วมกับคนหูดี มันจะเป็นยังไงกันนะ”
1.การฟังครูสอนในห้องเรียน
แม้ประสาทหูเทียมจะช่วยให้ได้ยินเสียง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะ “เข้าใจ” ทุกคำที่ได้ยิน เพราะเสียงบางอย่างอาจบิดเบือน หรือกลายเป็นเสียงรบกวนในห้องเรียนที่มีเสียงสะท้อนหรือเสียงอื่น ๆ แทรกอยู่
2.ความเหนื่อยล้าในการใช้สมาธิ (Listening Fatigue)
การฟังด้วยสมาธิตลอดเวลา เช่นการจับการเคลื่อนไหวปาก (lip-reading) หรือแยกเสียงที่ต้องการฟัง อาจทำให้เหนื่อยง่ายกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะในวิชาที่ยากหรือสอนเร็ว
3.การเรียนกลุ่มหรืออภิปราย
การฟังหลายเสียงพร้อมกัน เช่น เวลามีการอภิปราย อาจทำให้จับใจความไม่ได้ หรือไม่ทัน ซึ่งอาจรู้สึกถูกตัดออกจากวงสนทนาโดยไม่ตั้งใจ
4.ขาดสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสม
เช่น ไม่มีซับไตเติลในวิดีโอการเรียน ไม่มีสรุปบทเรียน หรือไม่มีเครื่องช่วยฟังแบบ FM System ที่ช่วยขยายเสียงอาจารย์ให้ได้ยินชัดเจนขึ้น
ปัจจัยที่ช่วยให้เรียนได้ดีขึ้น ซึ่งส่วนมากในไทยยังไม่ค่อยจะมี
การมี การบันทึกเสียง/วิดีโอ เพื่อย้อนฟัง/ดูใหม่
การมี ผู้ถอดบทเรียนเป็นลายลักษณ์อักษร หรือ ล่ามภาษามือ (ถ้าใช้)
การมี ความเข้าใจและสนับสนุนจากอาจารย์และเพื่อน เช่น การพูดช้า ชัดเจน หันหน้ามาทางผู้เรียนเวลาพูด
การใช้ เทคโนโลยีเสริม เช่น แอปพลิเคชันแปลงเสียงเป็นข้อความ หรือการใช้ไมโครโฟนไร้สายเชื่อมกับประสาทหูเทียม
คนหูตึงที่ใช้ประสาทหูเทียมสามารถเรียนได้ดี ถ้าระบบและสภาพแวดล้อมสนับสนุนอย่างเหมาะสม
สรุป
คนหูดีใช้พลังสมอง 100 หน่วยในการเรียน คนหูตึงต้องใช้ถึง 150-180 หน่วย ขึ้นอยู่กับบริบท (ต้องฟัง เดา แปล เสริมความเข้าใจ) เพิ่มภาระทางสมองและอารมณ์ในการเรียนรู้ประมาณ 40–80% โดยเฉลี่ย พูดง่าย ๆ คือ คนหูดีอ่านหนังสือ 1 ชั่วโมง = คนหูตึงใช้พลังเท่ากับ 1.5 ชั่วโมงขึ้นไป (แม้ใช้เวลาเท่ากัน) การที่คนหูตึงเรียนได้ พูดได้ ทำได้ ไม่ได้แปลว่าไม่ลำบาก แต่คือการที่เราต้องพยายามมากขึ้นกว่าเดิม แค่เพื่อให้เท่ากับจุดเริ่มต้นของคนอื่น
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าคนหูตึงเรียนไม่เก่ง ตรงกันข้าม หลายคนเก่งมาก แต่ต้องแลกมาด้วยความเหนื่อยที่คนทั่วไปมองไม่เห็นเปอร์เซ็นต์เหล่านี้ได้จากการวิเคราะห์โดยอิงจากงานวิจัย เช่น Listening effort ใน cochlear implant users, งานวิจัยเรื่อง cognitive load และ academic participation ของนักเรียน/นักศึกษาที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
ตัวอย่างสถานการณ์อื่น ๆ
1.ฟังบรรยายเป็นภาษาอังกฤษที่เราไม่ถนัด
เข้าใจแค่ครึ่งเดียวต้องเติมคำในหัวเอง ฟังช้าไม่เป็นไร แต่ถ้าพูดเร็ว = ตกหล่นแน่นอน = เหมือนเรียนทุกวันด้วยภาษาที่ไม่คล่อง = เหนื่อยกว่าสองเท่า
2.อยู่ในห้องที่คนพูดกันหลายคนพร้อมกัน เช่นห้าง ร้านอาหาร ตลาด ที่ ๆ คนพลุกพล่าน หูคนหูดีจะเลือกฟังเสียงได้โดยอัตโนมัติ หูตึง + ใช้ประสาทหูเทียม = แยกเสียงไม่ออก เสียงทุกอย่างปนกันหมด = คนอื่นคุยเล่นได้สบาย แต่เราต้อง “เอาชีวิตรอด” กับเสียงรบกวนตลอดเวลา
ประสบการณ์ตอนผ่าประสาทหูเทียม
ผมผ่าประสาทหูเทียมช่วง 25 พ.ค. 2022 ราว ๆ นี้ครับ จำไม่ค่อยได้ ก็คือตอนนั้นหูก็แย่มากจนใกล้ดับแล้วครับ แต่ยังไม่ดับ ค่าผ่าประสาทหูเทียมถ้ารัฐ ๆ ไม่ช่วยจ่ายอยู่ที่ 800,000 บาท (ข้างละ) ไม่รวมค่าผ่าตัด ค่าห้องพักในโรงพยาบาล
ซึ่งตอนนั้นบัตรคนพิการคุ้มครองเรื่องการผ่าประสาทหูเทียม แค่เด็กอายุ 0-4 ขวบ ตอนนี้ไม่รู้ว่าแก้ไขกฎหรือยัง แต่คนที่มาพบว่าตัวเองเป็นหูตึงทีหลัง ต่อให้มีบัตรคนพิการก็ไม่สามารถใช้สิทธิตรงนี้ได้ โดยเขาให้เหตุผลว่าถ้าคนที่หูหนวกผ่าประสาทหูเทียมหลังอายุ 4 ปี จะไม่ได้ผลครับ แต่ในส่วนของเคสคนที่ได้ยินมาแต่แรกแล้วการได้ยินเสื่อมลงเรื่อย ๆ มันเป็นอีกกรณีหนึ่ง คุณหมอที่ดูแลผมทราบถึงเรื่องสิทธิบัตรคนพิการที่ไม่คุ้มครองดี แกเลยแนะนำให้ใช้ “สิทธิประกันสังคม” ครับ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ครึ่งหนึ่งของประสาทหูเทียม ก็คือราว ๆ ประมาณ 300,000-400,000 บาท ส่วนค่าห้องพัก ค่าผ่าตัด แม่ผมทำประกันไว้ให้ผมตั้งแต่ 4 ขวบแล้วครับ ค่าใช้จ่ายตรงนี้เลยไม่ได้จ่าย
ผมเลือกผ่าประสาทหูเทียมที่ข้างขวา ซึ่งเป็นข้างที่การได้ยินแย่ที่สุด แล้วก็เวลาผมนอน ผมนอนหันทับหูขวาทุกคืนครับ เลยเลือกข้างนี้ ผมผ่าตัดโดยใช้วิธีการรมยาสลบ และวันที่ผ่าก็คือต้องโกนผมข้างที่จะผ่า เพื่อให้หมอเขาสะดวกต่อการผ่าตัดเนอะ และก็หลังจากผ่าจะมีแผลเป็นที่หัวนิดหนึ่ง แต่หมอเขาผ่าออกมาสวยมากนะครับ ผมค่อนข้างพอใจ
ผมอยู่โรงพยาบาล ประมาณ 5 วัน ก็ค่อนข้างปวดครับ คือขยับปากขยับฟันไม่ค่อยได้ กินข้าวไม่ค่อยอร่อย ไม่ค่อยอยากคุยกับใครโดยใช้ปาก เพราะปวดกรามมากครับ คือยังเดินลุก ไปฉี่ ไปอะไรได้ปกติ แต่ไม่ค่อยอยากขยับตัวครับ ทีนี้ อยู่ รพ. ได้ 5 วัน หมอเขาก็จะให้กลับบ้าน แผลห้ามโดนน้ำ ประมาณ 14 วัน แล้วก็มาพบหมอเพื่อตัดไหม ถึงจะสระผมได้ กว่าจะนัดใส่เครื่องก็ 1 เดือนหลังจากผ่าตัดเลยครับ ซึ่งตัวที่ผมเลือกใช้คือตัว Kanso 2 เพราะผมไม่ชอบให้มีสายระโยงระยางบนหัวครับ ชอบอะไรง่าย ๆ แต่ข้อเสียของตัว Kanso 2 คือร่วงง่ายและมันใส่หมวกกันน็อกไม่ได้ครับ ถ้าใครคิดจะปลูกผมแล้วต้องผ่าประสาทหูเทียม ผมจะแนะนำให้ไปปลูกก่อนผ่า เพราะถ้าผ่าแล้วมันจะมีประกันประสาทหูเทียม ที่ถ้าไปศัลยกรรมความงาม ประกันจะขาดทันที ซึ่งตัวประกันจะคุ้มครอง 5 ปีครับ
หลังผ่าและใช้ชีวิตกับประสาทหูเทียมคิดยังไงบ้าง
ผมยอมรับว่ามันได้ยินดีกว่าไม่ผ่าจริง ๆ แต่เสียงมันจะไม่เหมือนเสียงที่เราเคยได้ยินมาแต่แรก ๆ เสียงมันจะออกโรบอท ๆ หุ่นยนต์ ๆ เสียงที่ฟังยากที่สุดคือเสียงอิเล็กทรอนิกส์ เสียงโทรศัพท์ เสียงวิทยุ อะไรแบบนี้ครับ ช่วงแรก ๆ ที่ใส่ก็ไม่ค่อยชอบเลยครับ ใส่แล้วปวดหัว ไฟฟ้ามันไปจี้กระตุ้นสมองตลอดเวลา แล้วเสียงที่ได้ยินก็ไม่เพราะเหมือนเสียงแรกที่ได้ยิน เลยทำให้ไม่ค่อยอยากใส่ แต่มันจำเป็นต้องใส่เพื่อกระตุ้น คือถ้าผ่าไปแต่ไม่ใส่ สมองเขาก็จะไม่ได้เรียนรู้เสียง ไม่ชินเสียง “คือผ่าไปก็ไม่มีประโยชน์ถ้าไม่ใส่”
ถ้าถามว่ามันดีเทียบเท่าคนหูดีหรือเปล่า ผมมองว่าไม่เท่า แต่ดีกว่าไม่ใส่ คือเสียงทุกอย่างที่ผมไม่ได้ยินแต่แรกมันมาได้ยินหมดในนี้ คือตอนผ่าประสาทหูเทียม เช่น พวกเสียงสูง เสียงนกร้อง เสียงนกหวีด เสียงติ๊งของประตูอัตโนมัติ อะไรแบบนี้ครับ ทุกวันนี้ก็ยังไปหาหมออยู่ ไปเพื่อเช็กการได้ยิน ว่าดีขึ้นไหม ไม่ใช่ผ่าแล้ว ใส่แล้วจบเลย มันยังต้องไปหาหมอเรื่อย ๆ นะครับ ต้องไปตลอด แค่อาจระยะเวลาห่างลง จากทุก 1 เดือน เป็นทุก 3 เดือน แล้วก็ทุก 6 เดือนครับ
สรุปแบบสั้น ๆ รู้ตัวได้ยังไงว่าเป็นคนหูตึง มีครูที่ปรึกษาแจ้งแม่ตอน ม.ต้น อายุ 13-14 ปี แม่เลยพาไปหาหมอ กินยาไม่ดีขึ้น เลยไปตรวจที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ เลยรู้ว่าเป็นโรคประสาทหูเสื่อมที่หาสาเหตุไม่ได้ ทุกอย่างปกติ ร่างกายแข็งแรงดี
เป็นคนหูตึงใช้ชีวิตลำบากยังไง
ต้องอ่านปากคนที่คุยด้วยตลอดเวลา ต้องประมวลผล เติมคำในช่องว่างตลอดเวลา สมองล้า ปวดหัว ได้ยินก็จริง แต่เข้าใจไหมอีกเรื่อง เพราะหูตึงไม่ใช่แค่เสียงเบา แต่มันคือเสียงที่ เพี้ยน แตก เบลอ และขาดรายละเอียดสำคัญในการเข้าใจ
ผ่าประสาทหูเทียมใช้สิทธิอะไร ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ผ่าที่ไหน
ผมใช้สิทธิประกันสังคม ช่วยออกครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าจ่ายสด ก็คือ 800,000 บาทต่อ 1 ข้าง ไม่รวมค่าหมอ ค่าห้อง รพ. ผมผ่าที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์
ผ่าประสาทหูเทียมแล้วเป็นยังไง
การได้ยินดีขึ้นจริง ได้ยินดีแบบเห็นได้ชัด ดีกว่าใส่เครื่องช่วยฟังมาก ๆ ไม่ต้องมีเครื่องช่วยฟังช่วยก็ได้ แต่ต้องมีประสาทหูเทียม เพราะประสาทหูเทียมช่วยในเรื่องของความสามารถในการได้ยิน ส่วนเครื่องช่วยฟังคือทำหน้าที่ขยายเสียงให้เราได้ยินคนเดียว…
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ : @Nut Rock Boonsom






