วันที่ 6 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Ploypririn Saengplang ได้โพสต์เตือนภัยคนหาบ้านเช่า หลังตนเองและน้องสาวที่กำลังตั้งครรภ์ 8 เดือน ถูกมิจฉาชีพหลอกให้เช่าบ้านแถวคลองสาม คลองหลวง สูญเงินมัดจำและค่าเช่าล่วงหน้ารวม 21,000 บาท แต่กลับไม่ได้บ้าน แถมถูกขู่แจ้งความหากเข้าไปในบ้าน
น.ส.พลอยไพรินทร์ แสงปลั่ง อายุ 25 ปี เปิดเผยว่า ตนเองและน้องสาวต้องการหาบ้านเช่าเพื่อเตรียมเลี้ยงลูกที่จะคลอดในอีกไม่นาน โดยได้พบบ้านเช่าหลังหนึ่งในตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง ราคา 7,000 บาทต่อเดือน ผ่านทางเฟซบุ๊ก จึงได้นัดหมายเข้าไปดูบ้านเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2568 และตกลงทำสัญญาเช่า โดยโอนเงินมัดจำ 2 เดือน และค่าเช่าล่วงหน้า 1 เดือน รวมเป็นเงิน 21,000 บาท ไปยังบัญชีของ น.ส.วริศรา ผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของบ้าน
หลังจากโอนเงินแล้ว น.ส.วริศรา แจ้งว่าบ้านยังไม่มีมิเตอร์ไฟฟ้า โดยจะติดตั้งให้หากแจ้งล่วงหน้า 2 วัน ซึ่งตนเองได้แจ้งความประสงค์จะเข้าอยู่และขอให้ติดตั้งไฟฟ้าในวันที่ 28 เมษายน แต่เมื่อถึงวันดังกล่าวก็ถูกบ่ายเบี่ยงมาตลอด กระทั่งวันที่ 29 เมษายน ตนเองได้ตรวจสอบไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคคลองหลวง พบว่า น.ส.วริศรา ไม่ได้ติดต่อเรื่องการติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าแต่อย่างใด
เมื่อน้องสาวของตนเองทักท้วงขอเงินมัดจำคืน เนื่องจากจำเป็นต้องนำเงินไปเช่าบ้านที่อื่นเพราะใกล้คลอดแล้ว น.ส.วริศรา กลับให้ไปคุยกับทนายความ โดยทนายความได้โทรฯ มาแจ้งว่าการขอเงินมัดจำคืนถือเป็นการผิดสัญญา ทั้งที่มีหลักฐานคลิปวิดีโอที่ยืนยันว่าตนเองไม่ได้ขอยกเลิกสัญญา เพียงแต่ต้องการให้ติดตั้งไฟฟ้าเท่านั้น ต่อมาทนายความได้แจ้งให้ไปคุยกันที่สถานีตำรวจ และหากต้องการเข้าอยู่บ้านหลังดังกล่าวจะต้องวางเงินมัดจำใหม่ ทำให้ตนเองเริ่มสงสัยว่าอาจถูกหลอกลวง

จากการตรวจสอบกรมที่ดิน พบว่า น.ส.วริศรา ไม่ใช่เจ้าของบ้านที่แท้จริง ตนเองจึงได้รวบรวมหลักฐานเข้าแจ้งความกับ ร.ต.ท.ปรัชณัณท์ ก่อคุณ รอง สว.สส.สภ.คลองหลวง ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน นอกจากนี้ยังพบว่าระหว่างที่ทำสัญญากับตนเอง น.ส.วริศรา ยังนำบ้านหลังเดียวกันไปโพสต์ให้คนอื่นเช่าอีกด้วย คาดว่าน่าจะมีผู้เสียหายรายอื่นถูกกระทำในลักษณะเดียวกัน
น.ส.สุกัญญา นิโรจน์ อายุ 22 ปี น้องสาวของ น.ส.พลอยไพรินทร์ ซึ่งกำลังตั้งครรภ์ 8 เดือน เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ตนเองเดือดร้อนมากเรื่องที่พักอาศัย และอยากฝากถึงผู้ก่อเหตุว่าอย่าทำเช่นนี้กับผู้อื่นอีก เพราะเงินทองหายาก และการกระทำดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ถูกกระทำเป็นอย่างมาก หากบริสุทธิ์ใจจริงก็ขอให้นำเงินมาคืนและอย่าก่อเหตุเช่นนี้อีก
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองหลวง อยู่ระหว่างการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาต่อไป



