จากกรณี มีคำสั่งคณะสงฆ์จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ 1/2568 เรื่องให้พระสังฆาธิการออกจากตำแหน่งหน้าที่ ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 โดยกล่าวหาว่า “พระครูสมุห์จตุรภัทร ติสฺสโร” เจ้าอาวาสวัดโค้งบ่อแร่ ต.ทัพหลวง อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี ขาดคุณสมบัติที่จะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ประกอบกับความเห็นชอบของคณะกรรมการสอบสวนระดับตำบล อำเภอ เสนอให้ยุติการดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส ลงนามโดย พระสุพรรณวชิราภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมีชาวบ้านไปร้องเรียนโดยอ้างว่า ฝ่ายพระครู สั่งให้ทุบรื้อถอนเสนาสนะสิ่งก่อสร้าง เช่น อุโบสถ หอสวดมนต์ ซึ่งเป็นเวลานานหลายปี และมีการบอกบุญเรี่ยไรด้วยเอกสารการทอดกฐินผ้าป่า และสื่อออนไลน์ตลอดมา แต่ไม่ปรากฏความคืบหน้าในการบูรณปฏิสังขรณ์ เป็นการก่อภาระหนี้สินให้กับวัด จากนั้นช่วงกลางดึกคืนวันที่ 8 พ.ค. 68 ที่ผ่านมา ปรากฏว่า มีแกนนำและกลุ่มชาวบ้านกว่า 50 คน ปิดล้อมรวมตัวขับไล่ฝ่ายพระครู มีการข่มขู่จะใช้กำลัง และมีการพูดคุยเกี่ยวกับอาวุธปืน ทำให้ฝ่ายพระครูถูกกดดันหนัก ยอมเก็บข้าวของออกจากวัดไป

มีคนอ้างว่า “พระครูไม่ยอมพัฒนาวัด สร้างแต่หนี้” ทั้งที่พระครูโพสต์ความคืบหน้าของการพัฒนาวัดและจัดงานต่าง ๆ ตลอดเวลา บางคนก็กล่าวหาว่า “พระครูกุข่าวแม่ตายเพื่อเรี่ยไรเงิน” แต่ความจริงคือ พระครูทำบุญให้แม่เลี้ยงที่เสียชีวิต ไม่มีการเรี่ยไรเงินแต่อย่างใด ตามที่ปรากฏเหตุการณ์ไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 13 พ.ค. พระครูสมุห์จตุรภัทร ติสฺสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดโค้งบ่อแร่ ได้ชี้แจงผ่าน “เดลินิวส์ออนไลน์” ว่า หลังจากอาตมาเห็นคำสั่งปลดจากการเป็น “เจ้าอาวาสวัดโค้งบ่อแร่” อาตมาขอชี้แจงว่า จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีการสอบสวนใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งในระดับตำบลและในระดับจังหวัด ทั้งที่อาตมาก็พร้อมชี้แจงในทุกประเด็นที่ถูกร้อง

เรื่องหยุดการบูรณะอุโบสถที่เป็นข่าว ขอชี้แจงว่า เดิมทีมีการซ่อมแซมอุโบสถ เนื่องจากบานประตูหน้าต่างชำรุด ได้ให้ช่างถอดซ่อมและแกะสลักในบางส่วน มีการชำระค่าแรงช่างเรียบร้อยแล้ว ภายหลังได้มีการสอบเขตวัด พบว่าอุโบสถของวัดไม่ได้อยู่ในที่ดินของวัดเป็นพื้นที่ว่างเปล่า ขณะเดียวกันก็พบว่าที่ดินวัด มีชาวบ้านเข้ามาอาศัยอยู่ประมาณ 7-8 ไร่ พอพบความไม่ถูกต้อง อาตมาจึงได้หยุดการบูรณะอุโบสถ นอกจากนี้ เจดีย์ และศาลาเมรุ ก็ไม่ได้อยู่ในที่ของวัดอีกด้วย สามารถตรวจสอบความโปร่งใสเรื่องนี้ได้

สำหรับชาวบ้านที่มาอาศัยอยู่ในที่ดินของวัด อาตมาได้เรียกมาทำสัญญาและขอยืนยันไม่ได้เก็บเงินค่าเช่าแต่อย่างไร เพราะเป็นพื้นที่ของบรรพบุรุษ ของชาวบ้านที่ยกให้วัดแล้ว แต่อยากทำเพื่อให้ถูกต้องเป็นระเบียบเรียบร้อย สุดท้ายตกลงกันไม่ได้ ก็ต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาล จนมีคำพิพากษาให้ชาวบ้านต้องรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินวัด นี่คือมูลเหตุประการแรกที่ชาวบ้านไม่พอใจ ส่วนอีกมูลเหตุอีกประการ คือ การแต่งตั้งกรรมการวัดชุดใหม่ มีการปลดกรรมการชุดเก่าออก จึงกลายเป็นชนวนเหตุทำให้เกิด “แกนนำชาวบ้าน”
อยากให้คืนความยุติธรรมให้อาตมาด้วยหลังโดนกล่าวหาว่าร้ายจนเสื่อมเสียชื่อเสียง พระศาสนาจะอยู่ได้ต้องมีพระสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา อาตมาเข้ามาพัฒนาให้วัดหลายปี แต่กลับไม่มีการฟังคำชี้แจงใด ๆ เลย ตอนนี้ไม่มีที่ให้จำพรรษา ปัจจุบันต้องเข้ามาอาศัยอยู่ในป่า พระสงฆ์ไม่มีอะไรไปสู้ นอกจากปัญญาที่จะทำงานให้กับพระศาสนาเท่านั้น.
ขอบคุณภาพและข้อมูลจากเฟซบุ๊ก พระครูสมุห์จตุรภัทร ติสฺสโร



