ถือว่าเป็นอีกคู่ที่คบหากันมานานมาก สำหรับนักแสดงชื่อดัง “เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี” และนางเอกสาวสุดฮอต “ใหม่ ดาวิกา” ถึงแม้ว่าจะเป็นคู่รักที่คบกันมานาน แต่ว่าความรักและความหวานของทั้งคู่ ยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก และมีโมเมนต์ความน่ารักออกมาอวดแฟนๆ อยู่บ่อยครั้ง จนทำเอาแฟนคลับจิกหมอนฟินความหวานของทั้งคู่กันเพียบ แต่ล่าสุด หนุ่มเต๋อ ได้ออกมาเปิดใจถึงเรื่องความรักผ่านรายการคุยแซ่บShow สเปเชียล ทางช่องOne31 โดยเผยถึงจุดเริ่มต้นที่เจอสาวใหม่ รวมถึงเผยเรื่องราวสุดช็อกที่ทั้งคู่เกือบเลิกรากันเกือบ 2 ครั้ง แต่ตอนนี้ไม่หวั่นอาถรรพณ์ 7 ปี อีกทั้งแง้มแพลนแต่งงาน โดยหนุ่มเต๋อเผยว่า

“สำหรับความรักคู่ผมกับใหม่คบกันมา 7 ปีแล้ว เข้าสู่ปีที่ 7 ซึ่งปีที่ 7 เป็นปีแห่งอาถรรพณ์ จริงๆ ผมไม่ค่อยกลัวเรื่อง 7 ปีอยู่แล้ว อันนี้คิดเองนะ ไม่แน่ใจว่าจริงๆ มันคืออะไร ช่วงเวลารัก 7 ปี ส่วนใหญ่ของคนเราเวลาเราคบกันมา สมมุติเราเริ่มต้นคบกันตอนอายุ 18 พอผ่านไปอายุ 25 เราจะไม่มีทางเป็นคนเดียวกันกับตอนที่เราอายุ 18 หมายถึงว่าเราจะมีไปเจอสังคม ไปทำงาน ความคิดอะไรหลายๆอย่างมันจะเปลี่ยนไป แต่กรณีที่สองคนนั้นคบกันตอนอายุ 18 แล้วเดินทางมาถึงอายุ 25 สังคมที่เจอแตกต่างกัน หล่อหลอมสองคนที่แตกต่างกัน ไลฟ์สไตล์ก็จะแตกต่างกัน ความชอบก็จะแตกต่างกัน พอมารู้ตัวอีกที 25 เราเป็นสองคนที่คิดอะไรไม่เหมือนกันเยอะมาก มันก็เลยเป็นเหตุให้มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน อันนี้ความคิดผมนะ แต่ด้วยความที่ผมกับน้องใหม่คบกันตอนที่มันนิ่งแล้ว ผมก็อายุขนาดนี้แล้ว น้องใหม่ก็โตทำงานในวงการมาเยอะมากๆ ผ่านอะไรมาเยอะมาก มันก็เลยเป็นช่วงเวลา 7 ปีที่ไม่ได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความคิดของตัวตนอะไร”

“อาถรรพณ์รัก 7 ปี ทำอะไรผมไม่ได้ แต่น้องใหม่เขากลัวนะ เขาก็แค่กลัวคำว่า 7 ปี เขารู้สึกว่าอาถรรพณ์รัก 7 ปี หลายคนหลายคู่เขาเป็นแบบนั้น สุ่มเสี่ยงที่จะจบความสัมพันธ์ เขาก็รู้สึกว่ามันจะต้องทะเลาะกันแน่เลย 7 ปี ต้องเลิกกัน พออยู่ไปด้วยกันนานๆ พอเริ่มผูกพันกันผมก็รู้สึกว่าพอ 6 ปีเข้าสู่ปีที่ 7 มันรักกันมากขึ้นกว่าปีแรกๆ เยอะเลย หมายถึงมันค่อยๆ รักกันผสมกับความผูกพัน ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเยอะ ไปทำโน่นทำนี่ด้วยกัน เลยกลายเป็นกึ่งๆ ครึ่งชีวิตของกันและกันไป ณ ปัจจุบันนี้กิจกรรมที่ทำด้วยกันทั้งคู่ที่อินด้วยกันทั้งคู่คือกิจกรรมไลฟ์ เขาชอบไลฟ์คุยกับแฟนๆ ชอบชักชวนผมทำการแสดงคู่กับเขาในไลฟ์ ชื่อผมที่จะเข้าสู่คาแรกเตอร์คือคุณวิศรุต มันฟังดูแปลกมากแต่มันสนุกมากนะ มันรู้สึกเหมือนเราทำการแสดง อย่างกินข้าวอยู่ มาละ คุณวิศรุตต้องการอะไรเพิ่มอีกมั้ยคะ ผมก็จะคุณนวลจิตผมว่าจะคุยกับคุณเรื่องนี้หลายรอบแล้วนะ คุณต้องรู้สิว่ากับข้าวที่ผมชอบคืออะไร มันก็จะเป็นอย่างนี้ไปจนกระทั่งหลุดขำกันไปเอง แล้วคือเราสองคนงานเยอะกันมากๆ เจอกันอาทิตย์ละครั้ง สองครั้ง สำหรับเขารู้สึกว่าน้อย สำหรับผมก็รู้สึกว่าน้อยเหมือนกัน เราก็พยายามบาลานซ์ให้ดีที่สุด แต่ที่เดือนหนึ่งเจอครั้งหนึ่งมันอยู่ช่วงที่ผมไปบวช พอไปบวชก็มีการตกลงกัน เราก็จะแยกกันไปเลย เขาก็จะปล่อยให้ผมไปศึกษาทางธรรม สติ สมาธิให้เต็มที่ เขาก็จะไม่มายุ่งวุ่นวาย”

“ช่วงบวช สาเหตุที่คุยกันว่าแทบจะไม่ค่อยเจอกันเลยเพราะเป็นไอเดียเริ่มต้นจากเขาด้วย ซึ่งผมชอบมากรู้สึกดีมาก การบวชผมเชื่อว่าในชีวิตของผม ผมน่าจะบวชแค่ครั้งเดียวแล้วก็เป็นการบวชที่อยากจะจริงจัง อยากจะเข้าถึงพระธรรมแบบจริงๆ จริงๆ แล้วการเข้าถึงการนั่งสมาธิหรือการอะไรต่างๆ นานา จิตเราควรสงบและว่างจริงๆ การที่เรามีแฟนแล้วจะมานึกถึงแฟน เขาจะต้องเป็นอะไรยังไงจะส่งผลรบกวนต่อการทำสมาธิเหมือนกัน จริงๆ ความรักถือเป็นกิเลสอย่างหนึ่งก็เลยต้องห่าง ซึ่งคิดว่าที่น้องใหม่ทำแบบนั้นเจตนาเขาก็คือให้ผมได้บวชด้วยจิตใจที่ไม่ต้องเป็นห่วงเขา ก็คือเต็มที่ไปเลย ซึ่งดีมาก แล้วผมบวชช่วงเดือนกุมภาด้วยนะเป็นช่วงวันวาเลนไทน์ด้วย วาเลนไทน์ก็คือหายไปเลย”

เต๋อ เผยว่า “ย้อนกลับไปเจอเมื่อ 7 ปีที่แล้ว คือเจอกันในกองละครเรื่อง “ชายไม่จริงหญิงแท้” เล่นด้วยกัน ซึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้เราชื่นชอบน้องใหม่ คือน่าจะเป็นความน่ารัก สดใส ความเป็นกันเอง ประทับใจในตัวเขา ซึ่งไม่ได้ชอบครั้งแรกที่เจอนะ คือเล่นละครไปจนจบแล้ว ตอนเล่นไม่รู้สึกอะไรเลย เล่นกับคนนี้สนุกขำ ช่วงเวลาว่างเขาจะมีโต๊ะของเขามีพี่เกล้ามีแม่หมวยคุณแม่เขามาแล้วก็จะซื้อของกินมาเยอะมาก แล้วผมเป็นคนชอบกินจะรู้ว่าในโต๊ะนี้ของกินเยอะ ผมก็จะเข้าไปเนียนๆ หยิบกินไปเรื่อยๆ พอผ่านเวลาถ่ายเสร็จแล้วช่วงโปรโมตเนี่ยแหละก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ เริ่มรู้สึกว่าเราจะไม่เจอกันแล้วนะมันแปลกๆ เริ่มรู้สึกโหวงๆ เลยมาคิดกับตัวเองว่าหรือเรารู้สึกดีรู้สึกชอบเขา พอผ่านเวลาไปนานเข้าก็เริ่มมั่นใจว่าใช่จริงๆ เราชอบเขาจริงๆ แล้ววันที่เขาบอกว่าจะได้เจอกันครั้งสุดท้ายแล้ว แล้วจะไม่ได้เจอกันอีก เราก็บอกเขาไปเลย จำได้ว่าวันนั้นเริ่มไปโปรโมตแล้ว ผมไม่มีเบอร์เขาตอนนั้น ผมขอเบอร์เขาก็ไม่ให้ เขาก็ถามว่าจะคุยอะไร ผมก็ DM ไปบอกว่ามีเรื่องอยากจะคุยด้วย เขาก็บอกว่าให้บอกมาเลย แต่ผมอยากจะโทรฯ ไปมากกว่าแต่เหมือนเขาไม่ให้เบอร์ใคร เขาพูดยังงี้ เขากลัวว่าวันหนึ่งเหมือนเราทะเลาะกันไม่ได้คุยกันแล้วเรามีเบอร์เขา เขารู้สึกไม่ปลอดภัย เขาคงกลัวผมโรคจิตด้วย (หัวเราะ) ตอนนั้นเขาให้ไลน์มาผมก็เลยโทรไลน์ไป พอโทรฯไปผมก็บอกเขาว่าผมเริ่มรู้สึกว่าผมชอบเขา ก็บอกไปเลย ผมก็บอกว่าผมไม่ได้คาดหวังว่าเขาต้องมาชอบผมแต่มันเป็นแค่ความรู้สึกเราตอนนี้แล้วเราก็รู้ว่าเราจะไม่ได้เจอเขาแล้วแต่ ณ โมเมนต์นี้เรารู้สึกแบบนี้เราอยากให้เขารับรู้แค่นั้นพอ ในอนาคตเขาอาจจะกลายเป็นรังเกียจเราไม่ชอบเราก็ได้ไม่เป็นไร แต่ตอนนี้เรารู้สึกแบบนี้เราอยากบอกเขา”

“หลังจากนั้นเขาก็พูดว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมก็บอกว่าตั้งแต่เราไม่ได้เจอกันหลังจากถ่ายทำ แต่ตอนนั้นผมใจชื้นนะเพราะว่าถ้าคนเราไม่ได้มีใจจะสานสัมพันธ์กับคนนี้ ถ้าคนนี้บอกชอบ แต่หนูว่าเราเป็นพี่น้องกันดีกว่า ถูกมั้ย หรือก็บอกขอบคุณนะแต่ว่าหนูยังไม่พร้อมมีใครมันต้องรีบตัดเลย แต่ว่าเขาถามว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ มันเป็นคำถามที่ทำให้เราได้เล่าต่อ ก็เลยรู้สึกว่าอย่างน้อยเขาก็อยากทำความรู้จักเรา แต่คือยังไม่ชัดเจนนะ แต่แค่รู้ว่าเขาเปิดโอกาส ผมเลยค่อยๆ คุยกับเขา เริ่มทำความรู้จักเขาไปเรื่อยๆ พอผ่านเวลาไปพักหนึ่งผมเริ่มรู้สึกว่าผมต้องจีบเขาละ ดังนั้นผมจะต้องโทรฯ ไปหาพี่เกล้าก่อนเลย พี่เกล้าคือผู้จัดการเขา บอกพี่เกล้าก่อนเลยว่าผมชอบน้องใหม่นะครับ ผมจะจีบน้องใหม่นะครับ ซึ่งพี่เกล้าก็บอกว่า จีบอะจีบได้ แต่ต้องทำให้เป็นกิจจะลักษณะแล้วก็ต้องให้เกียรติน้อง อันนี้สำคัญมากเขาเน้นเลยคือต้องให้เกียรติน้องเขา”

“ตอนนั้นก็ใจชื้นนะ คือจริงๆ ที่ผมรู้สึกว่าด่านที่น่ากลัวกว่าแม่หมวยคือพี่เกล้าเนี่ยแหละ เพราะว่ามีผลเรื่องการงานด้วย พี่เกล้ามีหน้าที่สำคัญมากในการดูแลภาพลักษณ์น้อง การที่น้องเป็นนางเอกซุป’ตาร์มากๆ แล้วมีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาจีบมันก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเส้นทางอาชีพเขา ซึ่งฟีดแบ็กจากแฟนคลับของเราและของน้องใหม่ ก็ดีนะครับ ทุกคนค่อนข้างเชียร์ มีคนที่ไม่เชียร์บ้าง DM มาด่าบ้าง ก็สนุกดี ผมก็อ่าน ก็เป็นมุมมองของเขา แต่เราก็รู้สึกว่าเราจะพยายามทำอย่างเต็มที่ สุดท้ายคนที่จะเลือกเราก็คือน้องใหม่ ซึ่งก็มีคนด่าเยอะ ออกไปจากชีวิตน้องใหม่อะไรแบบนั้นก็มี เขาก็หวงของเขาก็เข้าใจเขาแหละ แต่ไม่ได้กดอ่าน DM ทุกอัน บางอันเด้งเข้ามาก็จะเห็น ก็จะมีเพจตลกๆ ทวงคืนน้องใหม่จากเต๋อ ฉันทวิชช์ อะไรแบบนี้

พอบอกแม่ บอกพี่เกล้า บอกนักข่าว ทุกคนโอเคเอาใจช่วย ซึ่งความสัมพันธ์ของผมกับน้องใหม่ ณ เวลานั้น เอาตรงๆ ก็คือเหมือนเป็นแฟนกันแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการพูดอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ผมก็เลยรู้สึกว่ามันต้องมีโมเมนต์ขอเป็นแฟน วันนั้นวันเกิดเขา ท้ายกระโปรงหลังของรถผมก็จะมีลูกโป่งเต็มไปหมดเลย แต่ว่าข้างในรถจะมีลูกโป่งอันหนึ่งอันใหญ่มากเป็นลูกโป่งขอเป็นแฟนแล้วก็จะมีลูกโป่งเล็กๆ รูปหัวใจเต็มไปหมดเลย แล้วก็จะมีแหวนให้แทนใจนิดนึง แล้วผมก็มาเตรียมการรอเขาจะมาถึงประมาณ 2 ทุ่ม ผมมาตั้งแต่ 6 โมง พอขับรถมาจอด ผมเอาลูกโป่งอันใหญ่มาก่อนเลยแล้วก็เดินลอดซุ้มมาที่มันจะมีป้ายอยู่แล้วก็มีแหลมๆ ผมตั้งใจจะขอเขาเป็นแฟน ภาพในหัวผมคือถือลูกโป่งอันใหญ่เสร็จปั๊บ บอกเป็นแฟนกันนะ มอบแหวนให้ เปิดท้ายรถจะมีลูกโป่งหัวใจเล็กๆ อันนี้คือภาพในหัวผม แต่สิ่งนั้นไม่เกิดขึ้นเพราะว่าในขณะที่ผมถือลูกโป่งอันใหญ่มาเพื่อมาเตรียมเซอร์ไพร้ส์เขา ไอ้แหลมๆ นั่นแทงลูกโป่งผม ลูกโป่งก็แตกไป ลูกโป่งใหญ่หายไปแล้ว ยามเดินมาบอกว่าแหลมๆ นี่เจอบ่อยครับ ลูกโป่งชอบมาแตกตลอด ในใจผมคือแย่แล้ว ไม่เป็นไรผมยังมีลูกโป่งเล็กๆ มีแหวน

สุดท้ายพอเขามา ณ โมเมนต์นั้นผมน้ำตาไหลนะ ร้องไห้นิดนึง ร้องไห้เพราะรู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด มันรู้สึกว่ามันเป็นโมเมนต์สำคัญของคู่เรา ผมก็เฟลไปนิดนึง แต่ว่าสุดท้ายเขาก็รับแหวนไป ขอบคุณนะ แล้วก็ขอเป็นแฟน แต่วันนั้นเขายังไม่รับเป็นแฟน ผมก็ถามว่าทำไม เขาก็พูดว่าวันนี้เป็นวันเกิดเขา อีกหน่อยถ้าเราคบกันของขวัญวันเกิดกับวันครบรอบมันจะรวมกัน เขาพูดว่าไม่รู้ล่ะพี่ไปหาวันใหม่มา สุดท้ายก็ไปได้วันใหม่มา ก็เลยข้ามมาที่ขอเป็นแฟนที่นิวซีแลนด์ เราเที่ยวพักผ่อนกันอยู่ในเมืองที่สวยมากๆ เป็นช่วงเวลาที่ผมก็สัมผัสได้ว่าเขามีความสุข ผมก็มีความสุขมาก เลยอยากให่ช่วงเวลานี้มันดีขึ้นไปอีก หลังจากนี้ไปเราเป็นแฟนกันนะ แล้วน้องใหม่ตอบว่า ตกลง”

เต๋อ เผยต่อว่า “แล้วคู่เราผ่านการปรับตัวและเกือบจะเลิกกันเกือบ 2 ครั้ง แรกๆ เลยด้วยความคิดเราเอง เราคิดว่าเราไม่อยากจะเข้าไปวุ่นวายกับชีวิตส่วนตัวเขา เราไม่รู้เขาเป็นยังไง เขาอาจจะมีโลกส่วนตัวสูง เราเลยจะไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายเขามากก็จะโทรฯ หาวันละครั้ง เวลาไลน์ไปก็ครั้งสองครั้ง ไม่ได้ไลน์ไปเยอะ ไม่ได้ไปถามว่าอยู่ไหน ทำอะไร ไม่ได้ไปจี้อะไรเขามาก ด้วยความคิดของเราเองว่าเขาน่าจะสบายใจ คบแบบสบายใจ ว่างก็มาเจอกัน แต่เขาไม่ได้มองอย่างนั้น เขามองว่าคุณไม่ใส่ใจเลย เขารู้สึกว่าผมไม่เห็นจะใส่ใจอะไรเขาเลย วันๆ หนึ่งโทรฯ มาครั้งเดียว แล้วก็ไลน์มาเหมือนไม่ได้จะจีบจริงจัง ไม่ได้อยากจะทำความรู้จักจริงๆ ซึ่งเราไปคิดอีกแบบหนึ่งพอเขารู้สึกแบบนั้น เราไม่ได้คุยกัน สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ๆ วันหนึ่งผมโทรฯ ไปก็ไม่รับ ไลน์ไปก็ไม่ตอบ 2 วันติดกัน ยาวๆ เลย 2 วัน หายไปเลย 2 วัน ใจก็คือชัดเจนแล้ว โดนเทแล้ว ผมคิดในใจว่าเทแล้วหลุดแน่ เขาไปแล้ว อย่างน้อยถ้าจะโดนเทก็ควรจะเคลียร์ให้มันดี อีกหน่อยจะได้คุยกันได้ก็เลยพยายามตื๊อโทรฯ ไปเรื่อยๆ จนเขารับ จนได้คุยกัน ปรับความเข้าใจกัน ผมก็บอกว่าในมุมผมเป็นยังไง เขาก็บอกว่า พี่มันไม่ได้ ถ้าพี่จะมาเป็นแฟนกัน ถ้าพี่จะมาเหมือนคบกัน มันต้องแชร์กัน ต้องคุยกัน ต้องให้เวลากัน เราก็เพิ่งเข้าใจ ก็ดีมาเรื่อยๆ จนผ่านมา 3 ปี เหตุการณ์ครั้งที่ 2 ก็เกิดขึ้น คือยังไม่ได้เลิกด้วยนะ แต่มีความรู้สึกว่ากำลังจะ”

“โดยครั้งนี้แนวโน้มในการเลิกสูงกว่าครั้งแรกด้วย เพราะครั้งแรกไม่ได้ทะเลาะกัน ครั้งแรกเป็นแนวไม่เข้าใจกันแล้วก็เฟดกันไป ยังไม่ได้เริ่มต้นผูกพันกันมาก พอ 3 ปีผ่านไปผูกพันกันแล้ว ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทะเลาะอะไรกัน สิ่งที่ทำให้เรื่องราวมันใหญ่โตคือพอทะเลาะกันเสร็จปั๊บผมเงียบเลย ไม่พูดอะไรเลย ในความคิดเราคือเรามีคำพูดเยอะแยะมากเลยในหัวแต่ไม่รู้จะเรียบเรียงออกมายังไงให้ดีที่สุด แล้วเราก็รู้สึกว่าต่อให้เราพูดไปเขาก็ยังไม่พร้อมฟังตอนนี้ อยากจะให้มันดีก่อนแล้วค่อยคุยกันด้วยเหตุผล พอเราไม่พูดกลับมาอีหรอบเดิมเลย เขาเกิดความรู้สึกว่าเราไม่ได้สนใจจะแก้ปัญหา เขารู้สึกว่าจะปล่อยให้เรื่องมันเงียบแบบนี้ต่อไปใช่มั้ย พอถึงเวลากลับมาดีกันแล้วเขาก็ต้องทำใจยอมรับมันไปกับสิ่งนี้เหรอ ก็คือรู้สึกว่าเราไม่ใส่ใจ ตอนนั้นก็เลยทะเลาะกันเถียงกันเยอะ แต่ผมก็เงียบ ยิ่งเงียบเขาก็ยิ่งหงุดหงิด เขาก็ยิ่งจี้ๆ ผมก็พูดว่าคำในหัวมันเยอะ อยากจะพูดในสิ่งที่ดีที่สุด เขาบอกว่าพี่ไม่ต้องคิดแล้ว พี่อยากพูดอะไรพูดออกมาเลย ถ้าเรื่องอะไรมันจะแย่ก็ปล่อยให้มันแย่ไปเหอะ ผมก็เลยพูดออกมาเลยแล้วแย่จริง

กลายเป็นตึงไปเลย จังหวะนั้นความคิดที่ผุดขึ้นมาคือเลิกกันแน่เลย คิดว่าจบแล้ว ต้องเลิกกันแน่เลย คิดว่าจบแล้ว ผมก็พูดออกไปเลยก็นั่งคุยกันแล้วผมก็บอกออกไปประมาณว่าเรากำลังจะเลิกกันหรือเปล่า ผมกลัวว่ามันจะเป็นแบบนั้น รู้สึกว่าสิ่งนั้นกำลังจะเกิดขึ้น แต่ตัวเขาไม่ได้คิดไปถึงขั้นนั้นเลย เขารู้สึกว่าอยากให้สถานการณ์นี้มันผ่านไปได้ด้วยดี อารมณ์เขาตอนนี้มันขึ้นมาก เขาต้องระบายออก เขาต้องพูด หน้าที่เราคือรับฟัง สื่อสารสิ่งที่พี่คิดออกมาเลย ทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติ ผมก็โอเค ถ้างั้นผมจะพยายามพูดมากขึ้น แต่ผมคิดว่าในแง่ความสัมพันธ์นี้เขาปรับเยอะกว่าผมมาก ความน่ารักของเขาคือว่าเขาเริ่มมาเข้าใจกับความเป็นตัวผมมากขึ้น ผมช้า ผมทำอะไรได้ทีละอย่าง ผมเป็นคนพูดน้อย”

เต๋อ เล่าเพิ่มเติมว่า “แล้วเวลาเห็นคนคอมเมนต์ไม่ดีถึงน้องใหม่ ก็รู้สึกสงสารเขา เขาเป็นคนที่เผชิญกับดราม่าบ่อยมาก เขาก็ผ่านทั้งช่วงเวลาอ่อนแอและเข้มแข็งมาเยอะมากๆ เห็นเขาสตรองแบบนั้น จริงๆ ลึกๆ ข้างในเขาจิตใจอ่อนไหวมาก เขาจะโดนอะไรประมาณนี้เยอะ หลายคนไม่เห็นว่าเขาร้องไห้ แต่เขาพยายามจะไม่แสดงความอ่อนแอมาให้คนเห็นซักเท่าไหร่ ซึ่งคอมเมนต์ที่เราเข้าไปอ่านแล้วรู้สึกว่ามันแรงเกิน ก็มีเยอะ มีหลายอันมากๆ ซึ่งความแรงของมันไม่ใช่การใช้คำอะไรที่รุนแรงนะ ความแรงคือส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ไม่จริง ประเด็นของมันก็คือว่าพอเราถูกทำลายด้วยสิ่งที่ไม่จริง แต่ว่ามีหลายคนเข้ามาเห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่ไม่จริงนั้น เข้ามาเยอะมาก แล้วด้วยความที่น้องใหม่เขารักแฟนคลับ เขาแคร์แฟนคลับเขามาก เขาก็อดไม่ได้ที่จะไปคิดว่าสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นคนส่วนใหญ่คิดแบบนั้น มันเลยทำร้ายเขามาก เพราะเขาไม่ได้คิดร้ายอะไรกับใคร เขาเป็นคนดูแลแฟนคลับดีมาก เขาเป็นคนน่ารักกับแฟนคลับมากๆ พอสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเขาก็คิดว่าคนส่วนใหญ่หลายๆ คนคิดกับเขาแบบนั้น

ส่วนในเรื่องของการให้กำลังใจน้อง คือการอยู่ด้วยสำคัญมาก อยู่ด้วยให้เขาระบายรับฟังเขา พยายามสร้างกำลังใจให้เขา พูดคุยกันไป อย่างตัวผมจะไปแก้ปัญหาให้คนเลิกพิมพ์ให้คนเลิกด่าไม่ได้ ผมก็เชื่อว่าทุกคนที่พิมพ์ข้อความต่างๆ เข้ามา เราไม่สามารถไปจับมือเขาไม่ให้ทำได้ สุดท้ายสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาแล้ว ไม่รู้มันจะไปหยุดยั้งมันยังไง หน้าที่ของผมที่สำคัญที่สุดก็คือเหมือนพยายามให้เค้ารับรู้ว่าสิ่งที่เค้าเป็นดีมากๆ การมีอยู่ของเขา ตัวตนของเขาดีมากๆ ได้ค้นพบคนรอบข้างที่ได้รู้จักเขาจริงๆ รักเขาทุกคน พยายามเน้นย้ำเขาว่าจริงๆ ความรักที่อยู่รอบตัวเขาทุกคนรักเขามาก

มีอีกเหตุการณ์หนึ่งน้องให้สัมภาษณ์นักข่าวอยู่ เรื่องราวที่สัมภาษณ์ทำให้น้องต้องร้องไห้ออกมากลางวงสัมภาษณ์พี่ๆ นักข่าว วันนั้นผมก็สงสารเขามาก ถ้ามันเป็นไปได้เขาไม่ได้อยากจะร้องไห้ต่อหน้าสื่อ ตัวเขาพยายามทำตัวเข้มแข็งเพราะว่าไม่ต้องการให้คนมาเห็นว่าร้องไห้ แต่สิ่งนั้นมันเกี่ยวข้องกับครอบครัวด้วย พอเกี่ยวข้องกับครอบครัวมันก็เลยเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินกว่าที่เขาจะเก็บความรู้สึกได้ สุดท้ายความรู้สึกมันก็พรั่งพรูออกมา เราก็สงสารเขา เขาก็พยายามแก้ไขในส่วนที่เขาทำได้เพื่อให้ตัวเองเข้มแข็งมากขึ้น อยู่กันมาทั้งสุขและทุกข์ ถามถึงแพลนแต่งงาน คือยังไม่ได้คิดแบบเป๊ะๆ แต่อีกเรื่องที่เราคุยกันเยอะมากก็คือเรื่องของการมีลูก คุยกันตั้งแต่คบกันแรกๆ เลยว่าอยากมีลูกกี่คน อยากมีมั้ย ถามว่าอยากจะมีเป็นลูกสาวหรือลูกชาย แล้วแต่เลยครับ ใครมาเป็นยังไงก็เป็นยังงั้น

ส่วนความรู้สึกที่อยากจะบอกเป็นสิ่งที่ยังไม่เคยพูดมาก่อนเลย ตลอดระยะเวลาที่คบกันมา 7 ปี ตั้งแต่ผมรู้จักเขามา วันแรกจนถึงวันนี้ ผมรู้สึกว่าเหมือนรักเขามากขึ้น ผูกพันกับเขามากขึ้น ไม่ว่าเขาจะทำอะไร เขาจะเป็นคนที่สวยมากๆ ในสายตาเรา แล้วภายใต้ความสวยนั้นดันมีความน่ารักไปอีก มันทำให้ทุกๆ วันที่อยู่กับเขามันไม่มีโมเมนต์ของการเบื่อ แล้วก็รู้สึกขอบคุณทุกอย่างบนโลกใบนี้ที่ทำให้เขาได้อยู่กับผมและผมได้อยู่กับเขา”