เป็นเวลาถึง 50 ปีแล้วที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปนับตั้งแต่ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างสองประเทศที่ถือกำเนิดขึ้น เมื่อวันที่1 กรกฎาคม2518แม้เป็นเวลาที่สั้นหากเทียบกับชาติมหาอำนาจอื่นแต่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนกลับแนบแน่นเป็นพิเศษดังสะท้อนจากคำกล่าวที่ว่า‘ไทย-จีนไม่ใช่อื่นไกลแต่เป็นพี่น้องกัน’ที่คุ้นเคยมาแต่อดีตและหนาหูขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
นอกจากการเป็น ‘มหามิตร’ ที่มีความสนิทชิดเชื้อจีนยังกลายเป็น ‘ต้นแบบ’ ของไทยหลายอย่างภายในไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาในฐานะชาติมหาอำนาจที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในทศวรรษ1990 จนสามารถก้าวขึ้นมาแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาที่ฉายเดี่ยวอย่างโดดเด่นในเกมแห่งอำนาจอย่างไรก็ตามในเวลานี้ความแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศกำลังถูกทดสอบอีกครั้งท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจโลกและแรงกระเพื่อมจากภูมิรัฐศาสตร์ใหม่
ในโอกาสนี้ “เดลินิวส์” จึงขอนำเสนอมุมมองของความสัมพันธ์นี้ผ่านสายตาของนักธุรกิจไทยที่เข้าใจและคลุกคลีกับนักธุรกิจจีนมานานนับสิบปี
“วิกรม กรมดิษฐ์” ประธานกรรมการ บริษัท อมตะคอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) และประธานสภาธุรกิจไทย-จีนที่ถือได้ว่าได้เป็นหนึ่งในนักธุรกิจไทยที่เข้าใจจีนลึกซึ้งยิ่งกว่าแผนที่เศรษฐกิจด้วยซ้ำได้ฉายภาพให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนไม่ได้มีมาแค่ 50ปี แต่ย้อนกลับไปไกลถึงกว่า900 ปี นับตั้งแต่“ชาวไต” ที่มีรากเหง้าจากสิบสองปันนาในยูนนานอพยพลงมายังดินแดนที่ปัจจุบันคือภาคเหนือของไทยคนไตในอดีตคือผู้รักสงบเคารพธรรมชาติ และยึดมั่นในความศรัทธาเมื่อเข้ามาอยู่ในไทยก็ได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนากลายเป็นต้นรากของ “คนเชียงใหม่”ในทุกวันนี้

ที่สำคัญ!!ไม่ใช่แค่สายเลือดหากแต่เป็นสายใยทางวัฒนธรรมความคิด และค่านิยมที่ฝังรากลึกคนจีนรุ่นหลังที่อพยพมาทางทะเล—ชาวแต้จิ๋วฮกเกี้ยน แคะ ไหหลำ—ก็เข้ามาปักหลักบริเวณชายฝั่งปรับตัวเข้ากับคนพื้นเมืองผสานสายเลือดกลายเป็น “คนไทยเชื้อสายจีน” ที่มีบทบาทสำคัญในทุกมิติของประเทศ
จุดร่วมที่ทำให้แนบแน่น
นอกจากนี้ในขณะที่หลายประเทศในภูมิภาคมีประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้งแต่ไทยกับจีนกลับไม่มีการปะทะกันเลยแม้ในช่วงที่ไทยเรืองอำนาจถึงขีดสุดขยายอาณาเขตไปถึงสปป.ลาวเขมร มลายู หรือแม้แต่บางส่วนของเมียนมาแต่ความสงบระหว่างชนชาติก็ยังดำรงอยู่ต่อเนื่อง
นี่คือ….เหตุผลที่ชาวต่างชาติโดยเฉพาะคนจีนที่รู้สึก “สบายใจ” เมื่อมาอยู่เมืองไทยเพราะจิตใจคนไทย อาหารไทยรวมถึงทำเลที่ตั้ง และเสรีภาพแบบไทยที่หลาย ๆ คน เมื่อมาอยู่เมืองไทยเกิน 3 ปีก็ไม่อยากกลับประเทศตัวเองอีกเลย

ไร้ระเบียบ–ดาบสองคม
“วิกรม”ยังขยายภาพให้เห็นความสัมพันธ์ของสองประเทศอีกว่านักธุรกิจคนไทยต่างมีเชื้อสายเกี่ยวข้องกับจีนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วดังนั้น การที่ไทยกับจีนร่วมมือกันตั้งแต่อดีตจนถึงวันนี้ถือว่าเป็นความสำเร็จที่ดีแต่ในปัจจุบันจะทำให้ดีขึ้นต้องมุ่งเน้นที่กฎเกณฑ์เรื่องการตรวจสอบถ้าสามารถบริหารด้านการทำงานหรือดำเนินงานให้เหมือนสิงค์โปร์ที่เข้มงวดที่มีกฎระเบียบ เพราะทุกวันนี้คนจีนกว่าครึ่งไปลงทุนในสิงคโปร์เพราะสิงคโปร์รักษาให้คนเห็นว่ามีเอกลักษณ์มีแบบคนจีน และมีกฎมีระเบียบที่ชัดเจน

เช่นเดียวกัน…เวลานี้ไทยไม่ได้แตกต่างไปจากสิงคโปร์ที่เปิดรับและต้อนรับนักลงทุนจีน แต่ไทยยังมีเรื่องการปล่อยให้คนจีนเข้ามาทำอะไรไม่ถูกไม่ต้องทำตามอำเภอใจ เพราะความอ่อนแอของเจ้าหน้าที่หากไทยเข้มแข็งมีการบริหารจัดการได้ดีเช่นเดียวกับสิงคโปร์ไทยจะกลายเป็นประเทศที่คนจีนต้องการมาอยู่มาพัฒนาอนาคต เพราะคนจีนชอบคนไทยชอบอาหารไทยขณะเดียวกันประเทศไทยยังใหญ่กว่าสิงคโปร์มาก
พูดง่ายๆ สิงคโปร์สามารถดึงดูดนักลงทุนจีนจำนวนมากด้วยระบบที่เข้มงวด โปร่งใสและไร้คอร์รัปชันแต่ไทยกลับกลายเป็นแหล่งดึงดูด “ทุนจีน” เพราะช่องโหว่ด้านการควบคุมคนจีนดี ๆ อยากมาอยู่ไทยแต่คนจีนไม่ดีจำนวนไม่น้อยก็ใช้ไทยเป็นฐานตั้งต้นพฤติกรรมผิดกฎหมายเช่นกัน

ถ้าไทยต้องการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาคเราต้องเริ่มจากการจัดการเรื่อง“กฎกติกา” ให้เข้มงวดตรวจสอบได้ ไม่ปล่อยให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนหากเราเอาโมเดลเอาวิธีการบริหารของสิงคโปร์มาใช้ไม่มีคอรัปชั่น ดูแลอย่างถูกต้องหากทำผิดก็ต้องจัดการให้ถูกต้องเพียงแค่นี้…ความร่วมมือระหว่างไทยกับจีนก็จะสามารถขยายตัว ได้ยั่งยืนตลอดไปเพราะอย่าลืมว่าคนจีนเดินทางไปทั่วโลกแต่มีไม่กี่ประเทศที่อยากไปอยู่อย่างถาวรโดยเฉพาะไทยที่มี ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ใกล้เคียงกันจึงอยากมาอยู่ มาร่วมกันพัฒนา
แต่…ด้วยความหย่อนยานด้านการควบคุมในสังคม รวมถึงการเปิดรับนักท่องเที่ยวโดยมีฟรีวีซ่าจึงกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้มีคนจีนที่ทำไม่ถูกต้องเข้ามาอยู่ในไทยจำนวนมาก แต่ถ้าตำรวจไทยหรือทางการไทยดูแลอย่างเข้มงวดเหมือนที่สิงค์โปร์ หรือที่เวียดนาม ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังแต่ด้วยไทยยังมีความอ่อนแอของการปกครองและ มีเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนจึงทำให้เกิดปัญหาเช่นทุกวันนี้ ที่เรียกได้ว่า…เจ้าหน้าที่ไทยเป็นต้นเหตุ

ไม่เพียงเท่านี้ต้องยอมรับด้วยว่าคนจีนทำธุรกิจที่เก่งมากทำอะไรได้ในราคาถูกแล้วนำมาขายในไทย ตรงนี้!หากไทยเข้มงวดให้ชัดเจนว่าสินค้าจีนต้องเสียภาษีเท่าใดมีอะไรบ้างที่ต้องควบคุมและหากรัฐบาลไทยร่วมมือกับรัฐบาลจีนในระดับลึกมากขึ้นเช่น นำระบบ AIและฐานข้อมูลผู้ต้องหาอาชญากรรมจากจีนมาใช้ที่สนามบินและด่านชายแดนเพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทางก็จะทำให้เกิดปัญหาน้อยลงและหากร่วมมือกันอย่างเข้มงวดย่อมไม่เกิดช่องว่างเพิ่มขึ้นแน่นอนและไม่เกิดปัญหาอย่างที่เป็นอยู่
ร่วมมือ คือ กุญแจสำเร็จ
ในฐานะที่เป็นนักธุรกิจที่เข้าใจจีนอย่างลึกซึ้งชี้ให้เห็นด้วยว่าการที่จีนกลายเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจไม่ได้เกิดจากการพึ่งพาตนเองล้วนๆแต่เกิดจากการเปิดประเทศรับเอา “ทุน–เทคโนโลยี–โนว์ฮาว”จากชาติตะวันตกมา สร้างฐานอุตสาหกรรมในประเทศแล้วใช้แรงงานจีนที่มีคุณภาพต่อยอดจนเกิดยักษ์ใหญ่อย่าง BYD Huawei และ CATLหากธุรกิจไทยต้องการเดินเส้นทางเดียวกันก็ไม่ควรพยายาม “แข่งกับจีน”เพราะจะไม่ทัน เพราะคนจีนรวดเร็ว ฉลาด สามารถ มากกว่าคนไทย แต่ควรใช้วิธ“ร่วมมือกับจีน”ด้วยการจับมือเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจโดยใช้ความคล่องตัวความสามารถในการบริหารความสามารถในการบริหารการตลาดโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่จีนเชี่ยวชาญอยู่แล้วเช่น ยานยนต์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์เกษตรแปรรูป การแพทย์หรือเทคโนโลยี AI

แทนที่ไทยจะพยายามผลิตแบรนด์เองในระดับโลก(ซึ่งยังไม่เห็นภาพชัดเจน)การใช้โมเดลร่วมทุนแบบญี่ปุ่น–ยุโรปหรือเกาหลี–อเมริกาที่เคยทำสำเร็จมาแล้วคือทางออกที่เป็นไปได้จริงคนจีนมีตลาดและเครือข่ายโลจิสติกส์ทั่วโลกไทยมีที่ดิน–แรงงาน–ทำเลทางภูมิศาสตร์ที่ดีหากรวมกันได้อย่างลงตัวเราก็สามารถผลิตสินค้าคุณภาพสูงส่งออกทั่วโลกได้ทันที
ไม่ใช่แค่ฉลอง–จุดตั้งต้น
“วิกรม” ทิ้งท้ายให้เห็นเห็นชัดเจนว่าในปี 2568 นี้คือวาระครบรอบ 50ปีความสัมพันธ์ไทย–จีนเราไม่ควรมองเป็นแค่เพียงพิธีการแต่ควรใช้เป็น “โอกาสทอง”เพื่อออกแบบความร่วมมือระยะยาวทั้งในเชิงธุรกิจ สังคมเทคโนโลยี และความมั่นคงโดยสิ่งที่ต้องเร่งทำคือวางกติกาใหม่ ให้โปร่งใสปลอดคอร์รัปชัน เหมือนที่สิงคโปร์ทำแล้วไทยจะกลายเป็นจุดหมายอันดับต้นๆของนักลงทุนจีนและเศรษฐกิจไทยก็จะเติบโตอย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องกลัวการเปลี่ยนแปลงของโลกอีกต่อไป.




