เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 68 น.ส.รัตนาพร อายุ 20 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยในจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย น.ส.นงลักษณ์ ผู้เป็นน้า ได้เดินทางเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม หลังน้องชายอายุ 15 ปี และเพื่อนถูกวัยรุ่นอีกสองคนใช้มีดสปาต้าและขวานทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส แต่กลับถูกตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา ตั้งข้อหา “ร่วมกันทำร้ายร่างกายทั้งสองฝ่าย” สร้างความงุนงงให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก

น.ส.รัตนาพร เล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 67 เวลา 20.00 น. ภายในหมู่บ้านไอซ์แลนด์ ต.หนองบัวศาลา อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยน้องชายและเพื่อนขี่จักรยานยนต์ออกมาปากทางหมู่บ้าน และถูกนายซีกับนายดี วัยรุ่นในหมู่บ้านเดียวกันขี่ประกบ พร้อมถามว่า “พวกมึงชอบมองหน้ากูมีอะไรกับกูหรือเปล่า” แม้น้องชายจะปฏิเสธว่า ไม่ได้มีปัญหาและมองหนน้า แต่คู่กรณีกลับไม่พอใจ นายดี ได้ใช้มีดสปาต้าฟันน้องชายและเพื่อน ส่วนนายซีใช้ขวานจามด้านหลังน้องชาย ทำให้น้องชายบาดเจ็บที่ใบหน้าด้านซ้าย ต้องเย็บถึง 32 เข็ม กลายเป็นแผลเป็นไปตลอดชีวิต ขณะที่เพื่อนถูกฟันที่ข้อมือซ้ายจนเอ็นนิ้วขาด 3 นิ้ว

ด้าน น.ส.นงลักษณ์ ผู้เป็นน้า เสริมว่า หลังเกิดเหตุได้เข้าแจ้งความ แต่ตำรวจกลับขอให้หาหลักฐานมาเองทั้งหมด และเมื่อติดตามคดีกลับถูกตอบกลับว่า “รีบเหรอถ้ารีบก็รีบนัดวันมาเลย เดี๋ยวจะส่งฟ้องศาลทั้งสองฝ่าย ข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายเตรียมเงินประกันค่าปรับไว้ด้วยแล้วกัน” สร้างความประหลาดใจอย่างมาก เนื่องจากฝั่งน้องชายมีเพียงที่ตัดเล็บที่พกติดพวงกุญแจรถ และจิ้มไปถูกคู่กรณีเป็นแผลเพียง 2 จุดเท่านั้น ต่างจากอีกฝ่ายที่มีทั้งมีดและขวานทำร้ายจนบาดเจ็บปางตาย จึงวิงวอนขอความเป็นธรรมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำคดีอย่างตรงไปตรงมา

ทนายรณณรงค์ ระบุว่า จะเข้าดูแลในส่วนของคดีแพ่ง เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการชดเชยค่ารักษาพยาบาลตามสมควร ส่วนคดีอาญาจะปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการไปตามกฎหมาย แต่ก็อยากให้พิจารณาให้ความเป็นธรรมกับฝ่ายผู้บาดเจ็บ โดยเฉพาะประเด็นที่บาดแผลของคู่กรณีนั้นเกิดจากที่ตัดเล็บ ไม่ใช่เหล็กขูดชาร์ปตามที่ตำรวจแจ้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ.