นายรำไพ สวัสดิ์จันทร์ อายุ 58 ปี ให้ความเห็นว่า พระสงฆ์ที่ตกเป็นข่าวส่วนใหญ่มักเป็นพระระดับสูง ซึ่งควรประพฤติตนอย่างเหมาะสมตามพระธรรมวินัย โดยเฉพาะการละเว้นจากอบายมุขและกิเลสตัณหา “ถ้ายังไม่สามารถตัดกิเลสได้ ก็ไม่ควรบวช เพราะจะทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย” นายรำไพกล่าว
โดยยังชี้ว่า ปัญหาส่วนหนึ่งอาจเกิดจากประชาชนนิยม “ใส่ซอง” หรือบริจาคเงินให้วัดอย่างต่อเนื่อง ทำให้พระบางรูปมีเงินทองจำนวนมาก จนเป็นช่องทางให้บุคคลบางกลุ่มเข้ามาหาผลประโยชน์
สำหรับแนวทางแก้ไข นายรำไพเสนอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาตรวจสอบรายได้และทรัพย์สินของวัดอย่างจริงจังและโปร่งใส รวมถึงติดตามดูแลพฤติกรรมของพระภิกษุในแต่ละวัดอย่างใกล้ชิด โดยยังย้ำว่า “พระดี ๆ ยังมีอีกมาก โดยเฉพาะพระสายวัดป่าที่ใช้ชีวิตสมถะและยึดมั่นในธรรมะ”
เขาแนะนำให้ประชาชนพิจารณาเลือกวัดในการทำบุญ โดยพิจารณาจากความสมดุลระหว่างความเจริญทางวัตถุและความเจริญทางจิตใจ หากไม่มั่นใจในวัดหรือพระสงฆ์ ก็สามารถทำบุญในรูปแบบอื่น เช่น การช่วยเหลือเด็กกำพร้า ผู้พิการ หรือผู้ยากไร้แทน

นางลำไย รัตนพิทักษ์ อายุ 58 ปี แสดงความคิดเห็นว่า พระที่ตกเป็นข่าวในขณะนี้ไม่น่าเคารพอีกต่อไป เพราะส่วนใหญ่เป็นพระระดับอาจารย์ ซึ่งควรเป็นแบบอย่างให้กับพระรุ่นใหม่และญาติโยม “ตอนนี้ไม่รู้สึกอยากทำบุญเหมือนเมื่อก่อน ถ้าจะไปวัด ก็ขอเลือกวัดที่มั่นใจจริง ๆ เท่านั้น”
เธอเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาตรวจสอบกิจกรรมและทรัพย์สินของวัดต่าง ๆ อย่างจริงจัง โดยเฉพาะวัดที่มีทรัพย์สินมาก เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ

ด้าน นางวรรณี บรรจงการ อายุ 72 ปี กล่าวว่า ข่าวฉาวที่เกิดขึ้นทำให้ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาลดลง โดยเฉพาะเมื่อข่าวถูกเผยแพร่ผ่านสื่ออย่างกว้างขวาง “พระบางรูปมีเงินทองมาก สีกาก็บางคนตั้งใจเข้ามาหาผลประโยชน์ จนพระสงฆ์บางรูปหลงผิด”
อย่างไรก็ตาม เธอยังยืนยันว่าไม่ควรเหมารวมว่าพระสงฆ์ทั้งหมดไม่ดี เพราะยังมีพระที่ประพฤติดี และตนเองยังคงทำบุญกับวัดที่นับถืออยู่เสมอ พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบวัดที่มีความร่ำรวยอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกฉวยโอกาสเข้ามาแฝงตัวในวงการสงฆ์



