“น้ำหอม” เป็นสารหอมระเหยที่คนเราใช้ฉีดพรมเพื่อให้ร่างกายมีกลิ่นหอม พร้อมกลบกลิ่นเหม็นอับ แต่บางคนกลับมีอาการแพ้ เกิดผดผื่นขึ้นบนร่างกาย หลังจากฉีดน้ำหอม
“โรงพยาบาลสมิติเวช” บอกเล่าเกร็ดความรู้เกี่ยวกับน้ำหอม และสาเหตุของอาการแพ้จากเครื่องสำอางชนิดนี้ โดย “น้ำหอม” คือ สารละลายหอมระเหยของน้ำมันที่สกัดมาจากดอกไม้ในธรรมชาติ หรือสารธรรมชาติอื่นๆ หรือกลิ่นที่สังเคราะห์ขึ้นในสารละลายแอลกอฮอล์ สำหรับต้นกำเนิดของน้ำหอมเริ่มต้นเมื่อ 4,000 ปีก่อน โดยชาวเมโสโปเตเมีย เปอร์เซียและอียิปต์ ผู้คนจะใช้กลิ่นหอมในโอกาสต่างๆ ตั้งแต่พิธีกรรมทางศาสนา การเตรียมฝังศพ จนถึงการนำมาพรมกายให้หอม
ประเภทของน้ำหอม
“น้ำหอม” ได้จากการนำหัวน้ำมันหอมที่สกัดมาจากกลิ่นหอมต่างๆ ตามธรรมชาติ หรือสารเคมี มาผสมกับสารละลายแอลกอฮอลล์ โดยสัดส่วนต่างๆ กัน ดังนี้
–Perfume จะมีปริมาณหัวน้ำหอมผสม 30-40 เปอร์เซ็นต์
–Eau de Parfum มีปริมาณหัวน้ำหอมผสม 20-30 เปอร์เซ็นต์
–Eau de Toilette มีปริมาณหัวน้ำหอมผสม 10-20 เปอร์เซ็นต์
–Eau de Cologne มีปริมาณหัวน้ำหอมผสม 3-5 เปอร์เซ็นต์
การเลือกซื้อน้ำหอม
-เลือกกลิ่นที่เราชอบ ส่วนการเลือกน้ำหอมที่ดีที่สุดคือการฉีดลงไปที่ผิว ไม่ควรดมที่กระดาษ เพราะผิวของเราจะผสมกับกลิ่นน้ำหอมจนเป็นกลิ่นเอกลักษณ์ แต่ต้องระวังการระคายเคืองต่อผิวด้วย
-อย่าเพิ่งตัดสินใจซื้อน้ำหอมในตอนที่ลองทันที ควรให้เวลาน้ำหอมออกกลิ่นบางส่วนก่อน สัก 15-30 นาที
-ผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นฉุนมาก ควรเลือกน้ำหอมที่เจือจางน้อย เช่น Eau de Toilette หรือ Eau de Cologne

ควรฉีดน้ำหอมที่ตรงไหน ตอนไหน
-หลังอาบน้ำเสร็จ ผิวจะมีความชุ่มชื่น และกักเก็บกลิ่นหอมได้ดี
-การฉีดน้ำหอมอย่างพอดี ห่างจากผิวไม่เกิน 5 นิ้ว ตามจุดทั้งร่างกาย และเพียงครั้งเดียวใน 1จุด
-บริเวณที่ทำให้น้ำหอมติดทนนาน ได้แก่ ซอกหู ซอกคอ ลำตัว ข้อพับแขน
สารในน้ำหอมที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้
@ พาราเบน (Paraben) เป็นสารกันเสียที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง แม้สารดังกล่าวจะได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขให้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในปริมาณที่เหมาะสม
@ พาทาเลต (Phthalate) เป็นสารเคมีที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเช่น โลชั่น สบู่ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนผสมในน้ำหอมอีกด้วย
@ หัวน้ำหอมที่สกัดมาจากดอกลาเวนเดอร์ ผลไม้ตระกูลซิตรัส เช่น มะนาว ส้ม มะกรูด สารสกัดจากโอคมอส อาจส่งผลให้เกิดการแพ้ระคายเคืองได้
ลักษณะผื่นแพ้สัมผัสที่เกิดจากการแพ้น้ำหอม
1.ผื่นแพ้สัมผัสจากสารก่อการระคายเคือง (Irritant Contact Dermatitis) มักขึ้นกับความเข้มข้นหรือปริมาณน้ำหอมที่ฉีด จะยิ่งมีอาการมากขึ้น หากฉีดในปริมาณที่มากหรือใช้หัวน้ำหอมในสัดส่วนที่สูง ซึ่งสามารถเกิดได้กับทุกคน มักเกิดได้ทันทีหรือภายใน 2 วัน ผื่นอาจมีความแดง แห้ง คันหรือมีอาการลอก ขอบเขตของผื่นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หากมีการใช้ซ้ำ

2.ผื่นแพ้สัมผัสแบบผิวหนังอักเสบ (Allergic Contact Dermatitis) ผื่นชนิดนี้ไม่ขึ้นกับความเข้มข้นของน้ำหอมที่ใช้ และไม่ได้เกิดกับทุกคน บางครั้งไม่ได้เกิดขึ้นในครั้งแรก แต่เมื่อมีการใช้ซ้ำๆ จะมีอาการแสดงออกมา เช่น ตุ่มแดง พอง มีน้ำเหลือง มักเกิดจากการแพ้สารใดสารหนึ่งในน้ำหอม
แนวทางป้องกันผื่นแพ้สัมผัสจากน้ำหอม
1.ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือใช้น้ำหอมโดยตรงกับผิว หากเคยทำการทดสอบโดยการทาบริเวณข้อพับ แล้วมีอาการแสบแดง ระคายเคืองและสำหรับคนแพ้แต่อยากตัวหอมเพราะชอบกลิ่นน้ำหอมนั้นๆ อาจใช้วิธีฉีดน้ำหอมใส่เสื้อผ้า ใส่ผ้าเช็ดหน้าแล้วพกใส่กระเป๋าเสื้อหรือกางเกงแทนได้
2.ควรหยุดการใช้น้ำหอมหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอมนั้นทันที หากมีอาการแพ้ โดยมากผื่นนั้นมักจะหายภายใน 5-10 วัน แต่หากมีอาการรุนแรงควรรีบปรึกษาแพทย์.



