เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่โรงแรมอัศวิน นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตอบคำถามสื่อมวลชน เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ตนขอไม่ให้ความเห็นในรายละเอียดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่เห็นว่าควรปรับปรุง โดยพร้อมที่จะพูดและให้ความเห็น หลังจากที่พ้นจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาตนเคยเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ รัฐธรรมนูญปี 2550 และรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2558 จึงพอรู้ว่าจะทำรัฐธรรมนูญหรือปรับปรุงอย่างไร แต่ขอยังไม่พูดตอนนี้
เมื่อถามว่าพรรคประชาชนมีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาและการยื่นถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายนครินทร์ กล่าวว่า ก็ดี ก็เป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ มองว่าเป็นเรื่องที่ดีก็ขอให้ทำไป
ส่วนกรณีที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กัน จำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ นายนครินทร์ กล่าวว่า ควรจะปรับปรุง แต่อย่างไรก็ตาม ตนพูดไม่ได้ ต้องรอให้พ้นจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญก่อน แต่ควรจะปรับปรุง อย่างมหาวิทยาลัย ตนรอให้พ้นจากตำแหน่งแล้วจะพูดอย่างเต็มที่
เมื่อถามว่าการทำงานในสถานการณ์ตอนนี้มีความกดดันหรือไม่ นายนครินทร์ กล่าวว่า แน่นอน อย่างไรก็ตาม ความจริงตนพ้นวาระแล้ว เมื่อเดือน พ.ย. 2567 ให้หาคนมาแทนตนด้วย ทั้งนี้ไม่ขอวิจารณ์ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน ที่กำหนดที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจากการโหวตให้ความเห็นชอบของ 2 สภา คือ สว.-สส. จากเดิมเป็น สว. ให้ความเห็นชอบเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความเห็นว่าคุณสมบัติที่มาจะต้องศึกษาเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย เพราะว่ารูปแบบขององค์กรศาลรัฐธรรมนูญในโลกนี้มีหลายรูปแบบ โดยอ้างอิงว่าประเทศในโลกนี้มีศาลที่รับคดีรัฐธรรมนูญ 138 ประเทศ ขณะที่บางประเทศไม่รับวินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญเลย แต่ใน 138 ประเทศ ก็มีหลายรูปแบบ โดยในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งเป็นคดีรัฐธรรมนูญที่อยู่ในแผนกหนึ่งของศาลฎีกา เช่น ประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน ที่ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ มีแต่ศาลฎีกา และคดีรัฐธรรมนูญอยู่ในแผนกหนึ่งของศาลฎีกา ขณะเดียวกันบางประเทศมีศาลรัฐธรรมนูญแยกออกมาเป็นการเฉพาะ ประมาณ 70 ประเทศ และมีการแยกเฉพาะใน 3-4 รูปแบบ ซึ่งเรื่องนี้มีความซับซ้อนอยู่ แต่เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่มีอำนาจหน้าที่ ผู้มีอำนาจหน้าที่ที่ควรทำดำเนินการ.



