วันที่ 16 ก.ค. นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยหลังเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลเกียรติยศ “Money & Banking Awards 2025” ระบุว่า กรณีการเจรจาภาษีสหรัฐที่ไทยถูกเก็บภาษีนำเข้า 36% นั้น เริ่มเห็นการเจรจาในหลายประเทศทยอยออกมา แต่รายละเอียดไม่เห็น โดยความสำคัญของการเจรจา อย่างแรกคือ ต้องบรรเทาผลกระทบ และต้องหาวิธีเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ

สุดท้ายที่สำคัญและไม่อยากให้ละเลย คือ จะปรับตัวอย่างไรสำหรับอนาคต ส่วนมากจะเน้นเรื่องระยะสั้นเป็นหลักและลืมเรื่องของระยะยาว แต่ครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะปรับตัว ไม่ใช่แค่เน้นเรื่องตัวเลขส่งออก ลงทุน แต่ต้องดูถึงมูลค่าเพิ่มเป็นอย่างไรด้วย

สำหรับการที่อินโดนีเซีย และเวียดนาม ที่เร่งเปิดตลาดให้กับสหรัฐ มองว่าเรื่องการเปิดตลาดแต่ละประเทศก็ต้องดูสถานการณ์ของตัวเอง และอีกอันที่ชัดเจน และรายละเอียดหลายอย่างยังไม่ออก ยกตัวอย่างที่สำคัญมากและจะมีผลกระทบเยอะ คือ การเปลี่ยนถ่ายลำเรือ transshipment เช่น กรณีของเวียดนาม ซึ่งต้องดูว่าอะไรนับเป็น transshipment เพราะจะมีผลมากต่อการลงทุนของไทย ทำให้ต้องดูให้เห็นรายละเอียดให้ชัดเจนก่อน

ขณะที่กรณีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ได้เข้าพบ ธปท.เพื่อหารือถึงผลกระทบภาษีสหรัฐนั้น มองว่าการที่จะรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คือความชัดเจนและต้องทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคการเงินที่ต้องหันหน้าเข้าหากัน

เช่นเดียวกับทางกระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และภาคเอกชน กกร. ก็ต้องประชุมหารือกัน โดยสิ่งที่ควรจะต้องทำเพื่อรองรับ ต้องหารือไม่ใช่แค่เฉพาะระยะสั้น แต่พูดถึงการปรับตัวในระยะยาว เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

ส่วนข้อเรียกร้องถึง ธปท. เกี่ยวกับการให้ลดดอกเบี้ย ถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องเตรียมรับมือ เพราะการที่ประเมินภาพรวมของเศรษฐกิจ คำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ และเรื่องดอกเบี้ยก็มีการชี้แจงไปก่อนหน้า และจะมีการประชุม กนง. โดยอยากจะขอย้ำว่า นโยบายการเงิน ไม่ใช่เพียงแต่ดอกเบี้ยเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องมาตรการอื่นๆ ด้วย

“อยากฝากว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จะมาจากหลายช่องทาง เช่น พวกส่งออกไปสหรัฐ หากไปเจรจาเปิดตลาด พวกที่ลดภาษีนำเข้าต่างๆ และอีกกลุ่มที่ห่วงตลอดคือ คือ สินค้าที่ทะลักเข้ามาในประเทศที่ส่งออกไปสหรัฐไม่ได้ ก็จะเข้ามา ที่เกี่ยวกับพวกเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ซึ่งกลุ่มนี้มีเอสเอ็มอีค่อนข้างเยอะ ดังนั้นความเปราะบางจึงค่อนข้างสูงกว่า”

นายเศรษฐพุฒิ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทาย ทั้งจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มสูงขึ้น และเศรษฐกิจภายในที่เผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างมาอย่างต่อเนื่อง การที่จะก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปได้นั้น สิ่งสำคัญคือความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคการเงิน ในการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อใช้โอกาสนี้เร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถปรับตัวและขับเคลื่อนต่อไปได้ในระยะข้างหน้า