จากกรณี พระอนันต์ นิตุพร ประธานสำนักสงฆ์วัดป่าดานหินผง บ้านนาหว้า ต.สำโรง อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี เข้าแจ้งความต่อ ร.ต.อ.ธนโชติ ศรีเมือง พนักงานสอบสวน สภ.โพธิ์ไทร กล่าวโทษดำเนินคดีกับนาย อ. และนาง จ. ได้ทำการลักพาตัวอดีตพระอิทธิฤทธิ์ อาจชัยสงฆ์ บุตรชายบุญธรรม โดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 ก.ค. เวลาประมาณ 09.20 น. ที่วัดป่าดานหินผง และได้เข้าร้องเรียนถึง ผบ.ตร. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วยเช่นกัน โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับเรื่องไว้เลขรับหนังสือ 1956 ลงวันที่ 13 ก.ค. นั้น
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ก.ค. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ วัดป่าดานหินผง พบกับพระอนันต์ นิตุพร ประธานสำนักสงฆ์ ได้กล่าวในเรื่องนี้ว่า เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่ผ่านมา อาตมาได้จัดพิธีอุปสมบทหมู่พระจำนวน 4 รูป โดยจัดที่บ้านสีสุขห้วยโมง อ.ส่องดาว จ.สกลนคร หมดเงินไปกว่า 500,000 บาท หนึ่งในนั้นมีบุตรชายบุญธรรมของตนเองคือ นายอิทธิฤทธิ์ อาจชัยสงฆ์ หลังอุปสมบทเรียบร้อยก็ได้พากันไปจำวัดที่วัดถ้ำอินทร์แปลง บ้านป่าไม้ ต.หนองกุงศรี อ.โนนสะอาด จ.อุดรธานี
พระอนันต์ กล่าวต่อว่า กระทั่งวันที่ 3 ก.ค. ได้รับโทรศัพท์จากยาย โดยบอกว่าถ้าอาตมาจะเดินทางไปจำพรรษาที่วัดป่าดานหินผง ให้เลือกเอาระหว่าง อดีตพระอิทธิฤทธิ์ บุตรชายบุญธรรมกับวัด หากเลือกวัดจะมีคนมานำตัวอดีตพระอิทธิฤทธิ์ ออกจากวัดไป แต่หากเลือกอดีตพระอิทธิฤทธิ์ ก็จะไม่ได้อยู่วัดป่าดานหินผง จึงเก็บข้อสงสัยเรื่อยมา จนวันที่ 11 ก.ค. อาตมาพร้อมพระ 6 รูป ได้เดินทางกลับยังวัดป่าดานหินผง เพื่อจำพรรษา ต่างก็แยกย้ายทำภารกิจส่วนตัว
พระอนันต์ กล่าวต่ออีกว่า ต่อมาพระและเณรทั้งหมดได้ทำพิธีปวารณาเข้าพรรษา จนรุ่งเช้าเวลา 05.00 น. ก็ลงทำกิจทำวัตรเช้า และออกรับบิณฑบาตร่วมกับพระเณรรูปอื่นเป็นปกติ จนเวลา 09.00 น. ไม่สามารถติดต่ออดีตพระอิทธิฤทธิ์ ได้ กระทั่งต่อมาช่วงบ่ายวันเดียวกันได้มีผู้หวังดีส่งข้อความมาหาอาตมาแจ้งว่า พบเห็นอดีตพระอิทธิทธิ์ ไปลาสิกขาที่วัดบ้านหินห่อม จ.อุบลราชธานี โดยเจ้าอาวาสวัดหินห่อม ทำพิธีลาสิกขาให้
“ซึ่งอาตมามองว่าการนำบุตรชายบุญธรรมตนเองไปลาสิกขาแบบนี้เข้าข่ายการลักพาตัว โดยมีคนพาออกหลังวัด ส่วนผู้ที่พาไปเป็นผู้หญิงและผู้ชาย หลังจากสึกได้ส่งตัวไปกรุงเทพมหานคร” พระอนันต์ กล่าว
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบพระครูใบฎีกาประสิทธิ์ ปภากโร เจ้าคณะตำบลโพธิ์ไทร-เหล่างาม (ธรรมยุต) ที่วัดพุทธไชยมงคล เพื่อสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยพระครูใบฎีกาประสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้พอได้ทราบแล้ว โดยเจ้าตัวก็ได้โทรศัพท์มาแจ้งให้ทราบว่ามีโยมบางกลุ่มไปลักพาตัวอดีตพระอิทธิฤทธิ์ เอาไปสึก ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ทราบเช่นกันว่าเป็นไปเป็นมาอย่างไร อย่างไรก็ตามหลังวันเข้าพรรษาได้ไปทำการตรวจสอบพระและเณรวัดในปกครองว่าแต่ละวัดมีกี่รูป
กระทั่งวันที่ 14 ก.ค. ได้เข้าไปที่วัดป่าดานหินผงด้วย ซึ่งไปแล้วไม่เห็นพระและเณรสักรูป และเดินตามหาร้องเรียกก็ไม่มีใครอยู่ จึงโทรศัพท์ไปหาพระอนันต์ ซึ่งกล่าวว่าอยู่ที่กรุงเทพฯ ไปดำเนินการร้องเรียนต่อสื่อมวลชน จึงได้เดินทางกลับ สำหรับวัดป่าดานหินผง ตามสถานะจริงๆ ยังไม่เป็นวัดตามกฎหมาย ยังเป็นที่พักสฆ์ และพระอนันต์ ประธานสงฆ์ ที่ทราบมายังไม่ได้ย้ายการปกครองเข้ามาอยู่ ในเขตปกครองคณะสงฆ์ตำบลโพธิ์ไทร-เหล่างาม (ธรรมยุติ) ซึ่งขั้นตอนของสงฆ์ต่อไปคือ จะเข้าไปสอบถามความเป็นไปเป็นมาระหว่างพระอนันต์ และพระภิกษุที่บอกว่าถูกลักพาตัวเป็นไปเป็นมาอย่างไร พร้อมต้องดูว่าพระอนันต์ ท่านมาจากที่ไหน ใครเป็นอุปัชฌาย์
อย่างไรก็ตามในระหว่างที่ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์พระครูใบฎีกาประสิทธิ์ ปภากโร อยู่นั้น นาย อ. และนาง จ. ผู้ที่ถูกพระอนันต์ กล่าวหาลักพาตัว อดีตพระอิทธิฤทธิ์ บุตรชายบุญธรรม ได้เดินทางเข้าไปกราบพระครูใบฎีกาประสิทธิ์ ปภากโร เพื่อแจ้งเหตุการณ์ให้เจ้าคณะตำบลทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
โดยนาง จ. ได้ชี้แจงว่า อดีตพระอิทธิฤทธิ์ นั้นเป็นลูกเขยของตนเอง ได้โทรศัพท์ให้ไปรับออกจากวัดบ้านหินห่อม เมื่อรับก็ขึ้นรถพาไปสึก เพราะอดีตพระอิทธิฤทธิ์ ไม่อยากอยู่กับพระอนันต์ และก่อนบวชได้ตกลงกันว่าจะบวชให้พระอนันต์ 3 วัน ไม่ใช่บวชเข้าพรรษา งานบวชพวกตนเองก็ไป ช่วงจะบวช อดีตพระอิทธิฤทธิ์ ยังบอกว่าทำไมพระอนันต์ กดดันตัวเองมาก ซึ่งตนเองได้แต่ปลอบใจ ส่วนถูกแจ้งความเป็นผู้ต้องหา และได้รับทราบข้อกล่าวหากับตำรวจที่ สภ.โพธิ์ไทรแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริง ไม่ได้ลักพาตัว
นาง จ. กล่าวต่อว่า ในวันที่ตนเองไปรับทราบข้อกล่าวหา ก็ได้แจ้งความดำเนินคดีกับพระอนันต์ ในข้อหาแจ้งความเท็จ โดยจะขอดำเนินคดีให้ถึงที่สุด และฝากถึงพระอนันต์ ให้หยุด เพราะไม่เป็นความจริง และฝากถึงสังคมให้รับทราบในเรื่องนี้ตนเองไม่ได้ทำผิด
ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ติดต่อไปยัง อดีตพระอิทธิฤทธิ์ ซึ่งไปทำงานอยู่กรุงเทพฯ กับภรรยา ซึ่งเปิดเผยว่า วันเกิดเหตุตนเองไม่ได้ถูกลักพาตัวแต่อย่างใด ตนเองอึดอัดอยู่ไม่ได้ จึงต้องหนี ส่วนความเกี่ยวพันกับพระอนันต์ นั้น ตอนตนเองเรียนจบป.6 อยากไปพบพี่ชายที่วัดดังกล่าว ที่พระอนันต์ประจำอยู่ เมื่อเห็นพี่ชายบวชก็ขอบวช และตนเองได้บวชเป็นสามเณร ได้ระยะหนึ่งนั้น พระอนันต์ได้ส่งเสียจนเรียนจบ ม.3 และได้สึกออกมาเป็นเด็กวัด และเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ก็เข้าบวชเป็นพระ โดยพระอนันต์พาไปบวชที่ จ.สกลนคร ส่วนวันเกิดเหตุได้โทรฯ บอกแม่แฟนให้มารับไปสึก ไม่มีการลักพาตัวแต่อย่างใด
เมื่อถามถึงความสัมพันธ์กับพระอนันต์นั้น อดีตพระอิทธิฤทธิ์ กล่าวว่า โดยพระอนันต์ มักจะเข้ามาหากอดและหอม และได้มีความสัมพันธ์กันลึกซึ้ง โดยตนเองถูกพระอนันต์ ล่วงเกินด้วย
“สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความหึงหวง ก่อนหน้านี้เคยทะเลาะกับพระอนันต์บ่อยครั้ง หลังทราบว่าตนเองมีภรรยา ถึงขั้นขว้างโทรศัพท์ทิ้ง” อดีตพระอิทธิฤทธิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับพระอนันต์ นิตุพร เป็นนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และเคยเป็นข่าวทะเลาะกับ พระสุรชัย แทนสา ซึ่งเป็นเจ้าของสำนักเทศน์ร่มโพธิ์ทองสองฝั่งโขง เทศน์แหล่ 3 ธรรมาสน์ และได้มีการแฉเกี่ยวกับพฤติกรรมส่วนตัวกันและกัน กระทั่งพระอนันต์ ได้เดินทางมาจำที่วัดป่าดานหินผง โดยมีการพัฒนาวัดก้าวหน้าตามลำดับ.



