เมื่อวันที่ 23 ก.ค. กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยส่วนประชาสัมพันธ์ เผยแพร่เอกสารระบุใจความ ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สอบสวนกรณี บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป กระทำความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เป็นคดีพิเศษที่ 119/2567 และได้ส่งสำนวนการสอบสวน มีความเห็นสั่งฟ้อง บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด กับพวกรวม 19 ราย ไปยังพนักงานอัยการแล้วเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.67 ในคดีดังกล่าวยังมีผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดที่ลงทุนในต่างประเทศ 10 ประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 30 ราย และยังมีผู้เสียหายในประเทศที่ยังไม่ได้สอบสวนอีกกว่า 300 ราย ซึ่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อนุมัติให้แยกสำนวนการสอบสวนซึ่งเป็นคดีต่อเนื่องเกี่ยวพันกับคดีพิเศษที่ 119/2567 ให้สอบสวนเป็นคดีพิเศษอีก 3 คดี ได้แก่ คดีพิเศษที่ 16/2568 ดำเนินคดีฐานความผิดฟอกเงิน คดีพิเศษที่ 17/2568 คดีนอกราชอาณาจักรฯ และคดีพิเศษที่ 18/2568 สำหรับผู้เสียหายในประเทศ โดยมี ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน และอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งมอบหมายให้คณะพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุดรวม 6 ราย นำโดย นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีสำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด เข้าร่วมสอบสวนคดีพิเศษดังกล่าว
กรมสอบสวนคดีพิเศษ รายงานอีกว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ได้จัดประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการร่วมสอบสวน โดยมีการวางแนวทางการสอบสวนผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดที่ลงทุนในต่างประเทศ 10 ประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 30 ราย ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการประสานให้มีการสอบสวนผู้เสียหายผ่านกฎหมาย พ.ร.บ.ความร่วมมือทางอาญาระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. 2535 ไปยังประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสวีเดน ประเทศออสเตรเลีย และประเทศอื่น ๆ ที่มีผู้เสียหายพำนักอยู่ รวมทั้งเร่งรัดวางแผนการสอบสวนพยานผู้เสียหายและตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก และประสานงานกับสำนักงาน ปปง. ในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีการอายัดภายใต้คดีพิเศษที่ 119/2567 และส่งมอบให้สำนักงาน ปปง. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ก่อนหน้านี้ด้วย โดย นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน ได้ขอให้คณะพนักงานสอบสวนเร่งรัดในการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว หากการสอบสวนปรากฏพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงแม่ทีมที่เข้าข่ายเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด ก็จะได้ร่วมกันพิจารณาดำเนินคดีต่อไป
สำหรับความคืบหน้าคดีพิเศษที่ 18/2568 พ.ต.ท.อานนท์ อุนทริจันทร์ ผอ.กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ กล่าวถึงกรณีมีผู้เสียหายอีกหลายรายที่ยังไม่เคยแจ้งความร้องทุกข์ หรือไม่เคยดำเนินคดี ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนได้ประกาศให้ผู้เสียหายร้องทุกข์และลงข้อมูลในระบบฐานข้อมูลคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น ได้มอบหมายให้ น.ส.ปริมณ์ สาริยา ผอ.ส่วนคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ 2 ส่งประเด็นการสอบสวนไปยังกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาคเพื่อดำเนินการสอบปากคำ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่ายของผู้เสียหายในการเดินทางมาให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งในทางสืบสวนพบหลักฐานการชักชวนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่เข้าลักษณะเป็นแม่ทีมที่ชักชวนและได้รับผลประโยชน์เป็นจำนวนมาก หากปรากฏพยานหลักฐานที่ชัดเจนก็จะประชุมมีมติเรียกบุคคลเหล่านั้นมาแจ้งข้อกล่าวหาโดยกองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ จะแจ้งความคืบหน้าของการดำเนินการให้ประชาชนทราบเป็นระยะ
ทั้งนี้ การดำเนินการสอบสวนคดีพิเศษ ให้มีความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม เป็นนโยบายหลักของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการสอบสวนคดีพิเศษและให้เป็นที่น่าเชื่อถือ ศรัทธาของสังคม ในการป้องกันปราบปราม สืบสวนสอบสวนคดีในความรับผิดชอบเพื่อให้การบริหารองค์การมีความยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาลต่อไป.



