เมื่อวันที่ 24 ก.ค. นายลวรณ แสงสนิท ประธานกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในวันที่ 4 ส.ค. 2568 บริษัท การบินไทยฯ จะนำหุ้น “THAI” กลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกครั้ง คาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้ประเทศไทยจะประสบกับปัญหาสถานการณ์ต่างๆ เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบใด เพราะนักลงทุนพิจารณาที่การประกอบกิจการ และความสามารถของบริษัทฯ ในการสร้างรายได้ให้แก่นักลงทุนเป็นหลัก ยืนยันว่าการบินไทย ควรเป็นเอกชน ไม่ควรเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งกระทรวงการคลังถือหุ้น 38% เป็นสัดส่วนที่ดีอยู่แล้ว โดยรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนความเข้มแข็ง แต่คงไม่เข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องการบริหารจัดการ

ด้านนายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทยฯ กล่าวว่า การบินไทยมีผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสำเร็จของกระบวนการฟื้นฟูกิจการ หลังจากนี้การบินไทยฯ ยังคงขับเคลื่อนตามกลยุทธ์ระยะยาวที่วางไว้ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างฝูงบิน และจำนวนเครื่องบิน ซึ่งเป็นเครื่องมือทำมาหากินสำคัญให้มีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าหมายมีเครื่องบิน 150 ลำ ในปี 2576 จากปัจจุบันมีประจำฝูงบินอยู่ 78 ลำ ให้บริการ 63 เส้นทาง 832 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ รวมทั้งขยายเส้นทาง และเพิ่มความถี่ในการบิน อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าขณะนี้การบินไทยยังมีส่วนแบ่งทางการตลาดสายการบินที่ทำการบินเข้าประเทศไทยต่ำ โดยอยู่ที่ 26% ซึ่งมีแผนจะช่วงชิงกลับมาให้เป็น 35% ในปี 2572 เหมือนในอดีต

ขณะที่นางเฉิดโฉม เทอดสถีรศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการเงินและการบัญชี บริษัท การบินไทยฯ กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีนี้ (ปี 2568-2572) บริษัทฯ มีแผนลงทุนกว่า 1.7 แสนล้านบาท เพื่อสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ และมั่นใจว่าจะสามารถชิงส่วนแบ่งทางการตลาดกลับมาได้ อาทิ จัดหาเครื่องบินใหม่ 45 ลำ 1.2 แสนล้านบาท, การปรับปรุงภายในห้องโดยสารเครื่องบิน ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท, การพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) และท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) โดยในปี 2568 วงเงินประมาณ 400 ล้านบาท และการลงทุนศูนย์ซ่อมฯ ที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา วงเงิน 10.3 หมื่นล้านบาท

นางเฉิดโฉม กล่าวต่อว่า ขณะนี้การบินไทยฯ มีกระแสเงินสด (แคชโฟลว์) ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท มีหนี้เหลือ 9.5 หมื่นล้านบาท โดยในช่วง 2 ปีนี้ ส่วนใหญ่จะนำเงินไปใช้กับการปรับปรุงห้องโดยสารเครื่องบินแอร์บัส เอ320 และเครื่องบินโบอิ้ง 777-300ER ส่วนในปี 2570 มีแผนที่จะกู้เงินเพื่อใช้สำหรับการับมอบเครื่องบินลอตแรกที่จัดหาล่าสุด ประมาณ 12-18 ลำ จากทั้งหมด 45 ลำ แต่ทั้งนี้ในปี 2570 จะมีการพิจารณาถึงต้นทุนทางการเงิน และรายได้ของการบินไทยอีกครั้ง หากมีผลประกอบการที่ดีต่อเนื่อง และกระแสเงินสดในมือมีมากพอ ก็อาจไม่จำเป็นต้องกู้เงิน



