จากเหตุการณ์ทหารกัมพูชาเปิดฉากใช้จรวด BM-21 โจมตีเป้าหมายพลเรือน ในเขตแดนไทย ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์อย่างล้นหลามนั้น

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์แสดงความเห็นระบุว่า ด้วยกลไกอาเซียนในการระงับข้อพิพาทกรณีกัมพูชารุกรานอธิปไตยประเทศไทย

แนวทางการระงับข้อพิพาทของสมาชิกอาเซียน

อาเซียนมีกลไกและแนวทางหลายประการในการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิก โดยเน้นหลักการปรึกษาหารือ ความร่วมมือ และการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อส่งเสริมเสถียรภาพและความสัมพันธ์อันดีในภูมิภาคเป็นสำคัญ กลไกหลักๆ มีดังนี้:

1. สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia – TAC)

TAC เป็นรากฐานสำคัญของกลไกระงับข้อพิพาทของอาเซียน ซึ่งกำหนดหลักการพื้นฐานที่ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติตาม ได้แก่:

 * การเคารพอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และเอกราช: ประเทศสมาชิกต้องเคารพสิทธิและอธิปไตยของกันและกัน

 * การไม่แทรกแซงกิจการภายใน: งดเว้นจากการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิกอื่น

 * การแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี: ส่งเสริมการแก้ไขข้อพิพาทผ่านการเจรจา การไกล่เกลี่ย หรือวิธีการสันติวิธีอื่นๆ

 * การปฏิเสธการใช้กำลังหรือการคุกคามด้วยกำลัง: ห้ามการใช้กำลังหรือการข่มขู่ว่าจะใช้กำลังในการแก้ไขข้อพิพาท

 * ความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพ: สนับสนุนความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน

TAC ยังได้จัดตั้ง คณะกรรมาธิการระดับสูง (High Council) ซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศภาคี เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมวัตถุประสงค์และหลักการของสนธิสัญญา และพิจารณาหาแนวทางแก้ไขข้อพิพาทในกรณีที่ประเทศคู่กรณีร้องขอ

2. ASEAN Way

“กระบวนการอาเซียน” เป็นแนวทางที่เป็นเอกลักษณ์ในการแก้ไขปัญหาของอาเซียน ซึ่งเน้น:

 * การปรึกษาหารือ (Consultation): การพบปะหารือกันอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา

 * ฉันทามติ (Consensus): การตัดสินใจโดยความเห็นชอบร่วมกันของทุกฝ่าย แทนการโหวต

 * การไม่เผชิญหน้า (Non-confrontational): หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรง และพยายามหาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้

 * การให้เกียรติซึ่งกันและกัน (Mutual Respect): การเคารพในความคิดเห็นและความแตกต่างของประเทศสมาชิก

กระบวนการอาเซียนนี้มักใช้ผ่านการประชุมในระดับต่างๆ เช่น การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit), การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (ASEAN Ministerial Meeting – AMM) และการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior Officials’ Meeting – SOM)

3. กลไกเฉพาะด้าน

นอกเหนือจาก TAC และกระบวนการอาเซียนแล้ว อาเซียนยังมีกลไกเฉพาะด้านสำหรับข้อพิพาทบางประเภท เช่น:

 * กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter): เป็นกฎบัตรที่ให้กรอบทางกฎหมายแก่องค์กรอาเซียน รวมถึงกลไกการแก้ไขข้อพิพาทที่ครอบคลุมมากขึ้น และเพิ่มความรับผิดชอบในการปฏิบัติตามพันธกรณี

 * กลไกแก้ไขข้อพิพาททางเศรษฐกิจ (ASEAN Protocol on Enhanced Dispute Settlement Mechanism): สำหรับข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงและพันธกรณีทางเศรษฐกิจ เช่น การค้า การลงทุน โดยมีกระบวนการที่ชัดเจนขึ้น รวมถึงการปรึกษาหารือ การไกล่เกลี่ย และการจัดตั้งคณะผู้พิจารณา (Panel)

 * การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน (ASEAN Defence Ministers’ Meeting – ADMM) และ ADMM-Plus: สำหรับการหารือและสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ เพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ

กลไกระงับข้อพิพาทของอาเซียนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน ความร่วมมือ และการปรึกษาหารือ เพื่อรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาคเป็นสำคัญ

ในกรณีที่กัมพูชารุกรานอธิปไตยของไทย กลไกของอาเซียนจะเน้นการดำเนินการเพื่อส่งเสริมการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี โดยมีขั้นตอนและแนวทางที่สามารถนำมาใช้ได้ดังนี้:

1. การปรึกษาหารือและเจรจาทวิภาคี (Bilateral Consultations and Negotiations)

สิ่งแรกที่อาเซียนจะสนับสนุนคือการที่ไทยและกัมพูชาจะ เปิดการเจรจาระหว่างกันโดยตรง ซึ่งอาจเกิดขึ้นในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส รัฐมนตรีต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งผู้นำรัฐบาล การเจรจาตรงนี้มีเป้าหมายเพื่อ:

 * ลดความตึงเครียด: บรรยากาศของการพูดคุยสามารถช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้

 * ทำความเข้าใจสถานการณ์: ทั้งสองฝ่ายจะได้ชี้แจงมุมมองและข้อเท็จจริง

 * หาทางออกร่วมกัน: พยายามหาข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ เช่น การถอนกำลัง การกำหนดเขตแดนชั่วคราว หรือการตั้งคณะกรรมการร่วม

2. การไกล่เกลี่ยและการอำนวยความสะดวกโดยอาเซียน (Mediation and Facilitation by ASEAN)

หากการเจรจาทวิภาคีไม่ประสบผล อาเซียนสามารถเข้ามามีบทบาทในฐานะ คนกลาง (Mediator) หรือ ผู้ประสานงาน (Facilitator) ได้ โดยมีแนวทางดังนี้:

 * ประธานอาเซียน (ASEAN Chair): ประธานอาเซียนในขณะนั้น (ซึ่งเปลี่ยนหมุนเวียนกันทุกปี) มักมีบทบาทสำคัญในการริเริ่มการปรึกษาหารืออย่างไม่เป็นทางการ หรือเสนอตัวเป็นคนกลางเพื่อช่วยให้คู่กรณีกลับมาเจรจากัน

 * เลขาธิการอาเซียน (Secretary-General of ASEAN): เลขาธิการอาเซียนก็สามารถมีบทบาทในการอำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศคู่กรณี

 * คณะกรรมาธิการระดับสูง (High Council) ภายใต้ TAC: ตามสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) หากประเทศคู่กรณีร้องขอ คณะกรรมาธิการระดับสูงซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศภาคีสามารถประชุมเพื่อพิจารณาสถานการณ์และเสนอแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมได้ โดยมีเป้าหมายเพื่อ “ส่งเสริมวัตถุประสงค์และหลักการของสนธิสัญญา” และ “อำนวยความสะดวกในการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี”

 * การประชุมฉุกเฉิน: อาเซียนอาจจัดประชุมพิเศษในระดับต่างๆ เช่น การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (AMM) หรือการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์และหาทางออกร่วมกัน

3. การใช้หลักการ “ASEAN Way“

ตลอดกระบวนการ “กระบวนการอาเซียน” จะถูกนำมาใช้เป็นแนวทางสำคัญ โดยเน้น:

 * ฉันทามติ (Consensus): การตัดสินใจหรือข้อเสนอแนะต่างๆ จะเน้นความเห็นชอบร่วมกันของทุกประเทศสมาชิก

 * การไม่แทรกแซงกิจการภายใน (Non-interference): แม้จะมีการสนับสนุนให้แก้ไขข้อพิพาท แต่ก็เคารพในอธิปไตยของประเทศสมาชิก และจะไม่บีบบังคับ แต่จะใช้การโน้มน้าวและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหา

 * การไม่เผชิญหน้า (Non-confrontational): หลีกเลี่ยงการประณามหรือการดำเนินการที่อาจทำให้สถานการณ์แย่ลง แต่จะเน้นการประนีประนอมและการสร้างความเข้าใจ

ข้อจำกัดของกลไกอาเซียนในทางปฏิบัติ

แม้จะมีกลไกเหล่านี้ แต่สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ กลไกของอาเซียนไม่มีอำนาจบังคับ (Enforcement Power) โดยตรงเหมือนกับศาลระหว่างประเทศหรือองค์กรที่มีอำนาจเหนือรัฐสมาชิก การแก้ไขข้อพิพาทจะขึ้นอยู่กับ:

 * ความเต็มใจของประเทศคู่กรณี: ทั้งไทยและกัมพูชาต้องเต็มใจที่จะใช้กลไกของอาเซียนและปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้จากการไกล่เกลี่ย

 * บทบาทของประเทศสมาชิกอื่นๆ: ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ จะมีบทบาทในการสร้างแรงกดดันทางศีลธรรมและการทูต เพื่อกระตุ้นให้คู่กรณีแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

โดยสรุปแล้ว ในกรณีที่กัมพูชารุกรานอธิปไตยของไทย อาเซียนจะทำหน้าที่เป็นเวทีและผู้สนับสนุนกระบวนการสันติวิธี โดยเน้นการเจรจา การไกล่เกลี่ย และการสร้างความเข้าใจระหว่างประเทศคู่กรณีเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ขอส่งกำลังใจให้กองทัพไทยและประชาชนไทย-เขมร

พวกเราไม่เคยขัดแย้งกัน

ขอประณาม 2 ครอบครัวที่สร้างความบรรลัยจักรให้ 2 ประเทศ

For Thai & Khmerpeople, Be Strong!

We never had conflicts among us.

For Thai Military, We Support You!

I condemn only the 2 families who create conflicts between the 2 countries

#กัมพูชายิงก่อน #CambodiaFiredFirst

#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #ThailandLovesPeaceButDoesNotFearWar #CambodiaOpenedFire