เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 68 เวลา 09.25 น. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว ในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ทรงเยี่ยมประชาชน และหน่วยแพทย์พระราชทาน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ผลัดที่ 1 ซึ่งโปรดให้ไปปฏิบัติภารกิจสนับสนุนความช่วยเหลือทางการแพทย์แก่เจ้าหน้าที่ทางสาธารณสุขในพื้นที่ที่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค. 68 เป็นต้นมา เพื่อดูแลสุขภาพและเยียวยาความเจ็บป่วยของประชาชนที่ได้รับผลกระทบไปจนกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดจะคลี่คลายกลับสู่สภาวะปกติ โอกาสนี้ พระราชทานกระเป๋ายาสามัญสำหรับบรรเทาอาการเจ็บป่วยขั้นพื้นฐานแก่เจ้าหน้าที่และประชาชนภายในศูนย์พักพิงชั่วคราว พร้อมมีพระดำรัส สร้างขวัญกำลังใจและความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน อันแสดงถึงความรัก ความห่วงใยซึ่งกันและกันของคนในชาติ ในยามที่ประเทศเกิดภัยคุกคามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานพระดำรัสเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ว่า “คนไทยเราเป็นคนกล้าหาญ เป็นคนอดทน เชื่อว่าไม่แพ้ชาติอื่นแน่ๆ ที่มาคราวนี้ พี่ก็อยากจะบอกให้ทุกคนทราบว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงฝากมาคิดถึงทุกคนด้วยที่นี้ พี่ก็มีของเล็กๆ น้อยๆ มาฝาก แล้วก็ถ้ามีอะไรที่เหลือบ่ากว่าแรงก็ให้ท่านผู้ว่าฯ ติดต่อมาได้ เพราะว่าพี่ก็ต้องการจะช่วยเหลือประเทศไทย คนไทยด้วยกันขอให้จำไว้อย่างหนึ่งว่า คนไทยด้วยกันขอให้รักกัน ไม่มีใครอีกแล้ว ที่จะมารักกันเท่าคนไทยด้วยกัน พี่ขออวยพรให้ทั้งพี่ ทั้งน้อง ทั้งเด็กๆ ณ ที่นี้ ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง แล้วก็หวังว่าเหตุการณ์ที่ร้ายๆ จะผ่านไป และพวกเราจะได้อยู่กันอย่างสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง ขอให้ทุกคนเข้มแข็งมีกำลังกายกำลังใจกันทุกคนด้วยค่ะ”
จากนั้น สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปยังหน่วยแพทย์พระราชทาน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ทรงติดตามผลการปฏิบัติภารกิจสนับสนุนการดูแลสุขภาพของประชาชนภายในศูนย์พักพิง ซึ่งร่วมกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และโรงพยาบาลตำรวจ ให้บริการตรวจโรคทั่วไป โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านอายุรแพทย์, ศัลยกรรมแพทย์ และกุมารแพทย์ จากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ มาร่วมให้บริการ พร้อมทั้งประเมินและเฝ้าระวังโรคระบาดทางสาธารณสุขให้กับเด็กและผู้ใหญ่ภายในศูนย์พักพิง ตลอดจนให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง มีผู้รับบริการเฉลี่ยสูงสุด 100 คนต่อวัน

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี มีพระดำรัสว่า “เขามาเนี่ย เขาเดือดร้อนมาก นอกจากจะโดนศัตรูข่มขู่ด้วยเสียงดังระเบิดปืน พวกเราด้วยเข้มแข็งมาช่วยราษฎรได้ เป็นสิ่งที่ดีมากเลยค่ะ น่าชื่นชม”
สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงรักและห่วงใยประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมาก ทรงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และทรงทราบถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าว จึงมีพระทัยมุ่งมั่นที่จะเสด็จมาทรงเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ด้วยพระองค์เอง เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่ประชาชน เปรียบดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจในยามที่ยากลำบากที่สุด
ปัจจุบัน ประเทศไทยได้เกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นตามแนวชายแดนของจังหวัดที่มีเขตติดต่อกับประเทศกัมพูชาอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้มีประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต รวมถึงสถานที่ราชการ โรงพยาบาล และบ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน จึงประกาศให้ จังหวัดที่มีเขตติดต่อกับประเทศกัมพูชา เป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย หรือ ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ ซึ่งขณะนี้ มีการอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย มาพักอาศัยภายในศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งมีการจัดเตรียมและรองรับประชาชนทั้งด้านอาหาร, ที่อยู่อาศัย, เครื่องนุ่งห่ม, ยารักษาโรค รวมถึงสถานอนุบาลเด็กกระจายตามพื้นที่ต่างๆ อย่างเหมาะสมและปลอดภัย ทั้งนี้ ทุกจังหวัดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุเพื่อเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนในทุกด้านอย่างไม่บกพร่อง ปัจจุบัน สามารถรองรับและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ยังได้พร้อมใจเป็นจิตอาสาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนความช่วยเหลือทั้งอาหารและที่พักพิงซึ่งกันและกัน อันเป็นการแสดงพลังความกล้าหาญ เข้มแข็ง เสียสละ เพื่อร่วมกันธำรงรักษาเอกราชอธิปไตยของชาติ ให้เกิดความร่มเย็นผาสุก ซึ่งการเสด็จมาทรงเยี่ยมประชาชนผู้เป็นที่รักของพระองค์ในวันนี้ ล้วนมีคุณค่าทางจิตใจต่อประชาชน เป็นขวัญกำลังใจ เปรียบดั่งร่มโพธิ์ทองที่เป็นสิริมงคล ซึ่งจะคอยปกป้องคุ้มภัยให้แก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหาที่สุดมิได้.