สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ว่า นางเอมี โป๊ป ผู้อำนวยการองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม) กล่าวในวันต่อต้านการค้ามนุษย์โลก ว่าเหยื่อถูกจับกุมในข้อหาอาชญากรรมที่พวกเขาถูกบังคับให้กระทำบ่อยครั้ง แทนที่จะได้รับความช่วยเหลือ
“การค้ามนุษย์เป็นวิกฤติด้านสิทธิมนุษยชน แต่มันเป็นมากกว่านั้น มันเป็นธุรกิจระดับโลกขนาดใหญ่ที่ส่งเสริมการทุจริต สร้างความหวาดกลัว และทำร้ายกลุ่มเปราะบางที่สุด” โป๊ป กล่าวเพิ่มเติม
Survivors of human trafficking are often forced to walk the path to recovery alone – silenced, punished and left behind.
— IOM – UN Migration ???????? (@UNmigration) July 30, 2025
On #WorldDayAgainstTrafficking, we must break their chains, bring their stories to light, and stand for their freedom.
Together, we can #EndHumanTrafficking. pic.twitter.com/Ku1VUXiXqx
อนึ่ง ไอโอเอ็มระบุว่า การค้ามนุษย์เพื่อบังคับให้ก่ออาชญากรรม ขยายตัวอย่างรวดเร็วในระดับที่ “น่าตกใจ” ซึ่งในขณะนี้ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีผู้คนหลายแสนคนติดอยู่ในศูนย์หลอกลวงทางออนไลน์ ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้สร้างรายได้ประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 1.3 ล้านล้านบาท) และเหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพ คนหนุ่มสาวที่หางานทำ เด็ก และผู้พิการ
ด้านโป๊ปกล่าวว่า ไอโอเอ็มช่วยเหลือเหยื่อเกือบ 3,000 คน นับตั้งแต่ปี 2565 และพาผู้คนกลับบ้านจากฟิลิปปินส์และเวียดนาม รวมถึงให้การสนับสนุนเหยื่อในไทย เมียนมา และประเทศอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม เธอเตือนว่ายังมีเหยื่ออีกจำนวนมากที่อยู่ในศูนย์หลอกลวงทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลและภาคประชาสังคม แก้ไขกฎหมายระดับชาติ เพื่อทำให้ผู้รอดชีวิตจากการค้ามนุษย์ได้รับการปกป้อง แทนการถูกลงโทษ ตลอดจนกระตุ้นให้ทางการจัดการกับผู้ค้ามนุษย์ แทนที่จะดำเนินการกับผู้ที่ถูกแสวงหาประโยชน์.
เครดิตภาพ : AFP



