เมื่อวันที่ 9 ส.ค. นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เดินทางลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ตามคำสั่งนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ เพื่อติดตามตรวจสอบการบุกรุกป่าในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและพื้นที่ปลอดภัยทางทหาร ท้องที่ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี นายนพพร ประทุมเหง่า ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (สบอ.3) สาขาเพชรบุรี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมและชี้แจง ณ ห้องประชุม อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี

การลงพื้นที่ครั้งนี้ ก็เพื่อเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายดำเนินการอย่างจริงจังและเด็ดขาด เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า โดย นายวีระ ยังได้มอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเท พร้อมขอบคุณทุกหน่วยงาน ที่ร่วมมือกันแก้ไขปัญหา
จากนั้น รองอธิบดีฯ ได้รับฟังการสรุปคดีบุกรุกพื้นที่ เนื้อที่ประมาณ 4,000 ไร่ ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและพื้นที่ปลอดภัยทางทหารท้องที่ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จาก นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ณ ห้องประชุม อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี หลังรับฟังการสรุปคดีจากนายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พบว่าการบุกรุกครั้งนี้เกิดขึ้นในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและพื้นที่ปลอดภัยทางทหาร (ปข.605) ในตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เจ้าหน้าที่ทหาร และกรมธนารักษ์ ตั้งแต่วันที่ 8-9 กรกฎาคมที่ผ่านมา
จากการตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่ามีการบุกรุกพื้นที่รวม 4,070-3-29 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานถูกบุกรุก 1,224-1-59 ไร่ ซึ่งมีทั้งส่วนที่มีเอกสาร นส.3ก. จำนวน 1,143-0-590 ไร่ และส่วนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ 81-1-2 ไร่ และพื้นที่ในเขตที่ราชพัสดุ (ปข.605) ถูกบุกรุก 2,850-1 ไร่ โดยพบเอกสาร นส.3 ก. จำนวน 2,016-2-05 ไร่ และส่วนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์อีก 833-3-65 ไร่

จากการตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่ามีการบุกรุกพื้นที่รวม 4,070-3-29 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานถูกบุกรุก 1,224-1-59 ไร่ ซึ่งมีทั้งส่วนที่มีเอกสาร นส.3ก. จำนวน 1,143-0-590 ไร่ และส่วนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ 81-1-2 ไร่ และพื้นที่ในเขตที่ราชพัสดุ (ปข.605) ถูกบุกรุก 2,850-1 ไร่ โดยพบเอกสาร นส.3 ก. จำนวน 2,016-2-05 ไร่ และส่วนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์อีก 833-3-65 ไร่

จากการสืบสวนพบว่า มีพื้นที่บางส่วนที่ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ได้มาจากการซื้อผ่านการขายทอดตลาดของธนาคาร นอกจากนี้ยังพบว่ามีการใช้รถแบ๊กโฮขนาดใหญ่ขุดเจาะหน้าดินในบริเวณกว้าง ซึ่งเจ้าของอ้างว่าได้รับอนุญาตจาก อบต.หนองพลับ แล้ว แต่เมื่อตรวจสอบกลับไม่พบเอกสารอนุญาตที่ถูกต้องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาบุกรุกพื้นที่ตามกฎหมายผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินรวม 15 ราย และได้แจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรหนองพลับ เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ ยังเตรียมตรวจสอบย้อนหลังถึงการออกเอกสารสิทธิที่ดินดังกล่าว ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่ และหากพบว่าไม่มีสิทธิในพื้นที่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทางอุทยานฯ จะใช้อำนาจตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 เพื่อรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกป่าได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายให้รวดเร็วยิ่งขึ้นต่อไป

ด้าน นายวีระ กล่าวว่า วันนี้ลงมาติดตามคดีการบุกรุกพื้นที่ กว่า 4,000 ไร่ ในพื้นที่ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งต้องบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงานในการลงพื้นที่ทำงาน ทางกรมอุทยานฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่หลายสำนักในสังกัดกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เข้าช่วยเหลือในคดีนี้ หากพบผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้เพิ่มเติม จะดำเนินคดีผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและมอบให้สำนักป้องกัน
โดย ผอ.สำนักฯ เร่งดำเนินการ ส่วนพื้นที่ที่เกี่ยวพันกับหน่วยงานอื่น ที่ออกเอกสารสิทธิ น.ส.3ก ที่ทางเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ตนก็เร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจพิสูจน์ เพื่อเตรียมทำหนังสือแจ้งไปยังกรมที่ดินเพิกถอนสิทธิตามมาตรา 61 ซึ่งคดีนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง เนื่องจากผืนป่ามรดกโลกแก่งกระจาน สูญเสียพื้นที่ไม่ได้ จะต้องอยู่ให้ลูกหลานไทยต่อไป.




