เมื่อเร็วๆนี้ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับมูลนิธิชีววิถี  จัดเสวนาหัวข้อ “ถอดบทเรียน แก้ไข พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากแตกต่างสุดขั้วสู่จุดร่วม สร้างสมดุล”

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวว่า เนื่องจาก พ.ร.บ.ฉบันเดิมใช้มากว่า 17 ปี มีทั้งประสิทธิภาพและปัญหาในเวลาเดียวกัน จึงต้องยกยกร่างใหม่ ซึ่งผ่านการพิจารณาของ สส.และสว.แล้ว มีการได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ไปศึกษาดูงานในหลายพื้นที่ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงประเทศจีน ที่มีการผลิต จำหน่ายสุรา แต่มีมาตรการจัดการปัญหาอย่างจริงจัง เด็ดขาด อีกทั้งยังไปเยี่ยมผู้ป่วยจากการดื่มที่สถาบันธัญญารักษ์ รับฟังผู้ผลิตไวน์ ผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมาย ทำให้แต่ละฝ่ายเริ่มเข้าใจกัน และมีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

นายชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว และกรรมาธิการฯ กล่าวว่าสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่ ได้เปลี่ยนแนวทางโฆษณา จากเดิมที่ห้ามโฆษณาในสื่อหลักเกือบทั้งหมด กฎหมายใหม่เปิดช่องให้พูดถึงสินค้าได้ แต่เน้นที่ข้อมูลเชิงวิชาการ วัตถุดิบ หรือประวัติศาสตร์ของสินค้าในพื้นที่ เพื่อให้ผู้ผลิตรายย่อยสามารถอธิบายถึงที่มาของผลิตภัณฑ์ได้ เช่น ผลิตจากหมากเม่า หรือวัตถุดิบเฉพาะถิ่นอื่น ๆ โดยไม่สามารถอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงการดื่มได้

นอกจากนี้ยังควบคุมตราเสมือน”ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์แต่มีโลโก้คล้ายแอลกอฮอล์ เช่น โซดาหรือน้ำดื่มที่มีโลโก้คล้ายเบียร์ หากต้องการโฆษณาต้องระบุให้ชัดว่าเป็นน้ำดื่ม ไม่ใช่การหลบเลี่ยงหรือสร้างบรรยากาศคล้ายร้านเหล้าผับบาร์ ขณะเดียว ยังคงห้ามโฆษณาแอลกอฮอล์ในสื่อที่คนทั่วไปเห็นได้ง่าย เช่น บิลบอร์ดหรือป้ายขนาดใหญ่ เนื่องจากมีโอกาสที่เด็กจะเห็น ประเด็นนี้ยังต้องรอกฎหมายลูกออกมาขยายความ

นายชูวิทย์ กล่าวว่า กฎหมายเพิ่มโทษในการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับเด็กต่ำกว่าอายุ 20 และคนเมาปรับเป็น100,000 บาทจากเดิมปรับ 20,000 บาท และร้านค้าขายให้กลุ่มคนดังกล่าวหากไปก่อเหตุเมาแล้วขับ ร้านค้าสามารถถูกฟ้องแพ่งต้องรับผิดชอบต่อความเสียหาย ดังนั้นร้านค้าต้องแสดงหลักฐานให้ได้ว่ามีความพยายามที่จะไม่ขาย นอกจากนี้กฎหมายใหม่เปิดสิทธิ์ให้ร้านค้าสามารถตรวจบัตรประชาชนของผู้ซื้อได้ หากสงสัยว่าผู้ซื้อมีอายุต่ำกว่า 20 ปี ตลอดจนให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สามารถสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตสถานบริการหรือใบอนุญาตขายเหล้าได้ทันที หากพบการกระทำผิด เช่น การโฆษณาที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเดิมไม่มีอำนาจนี้

คาดว่ากฎหมายฉบับนี้จะประกาศใช้ภายในปีนี้ และมีผลบังคับใช้ภายใน 60 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นจะมีการออกกฎหมายลูกเพื่อกำหนดรายละเอียดและแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนต่อไป

ผศ.ดร.เจริญ เจริญชัย กรรมาธิการฯ นักวิชาการผู้เสนอร่าง พ... กล่าวว่า ภายหลังมีการพิจารณาอย่างรอบด้าน  จนตกผลึกในร่างพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่แล้ว ในเร็วๆ นี้ จะมีการจัดเสวนา เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจสาระสำคัญของ พ.ร.บ. เป็นการเตรียมตัวให้กับผู้ประกอบการ สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันทีโดยไม่ต้องรออนุบัญญัติ เช่น การติดป้ายเตือนไม่ขายให้กับเยาวชน และผู้มีอาการมึนเมา เป็นต้น ส่วนตัวมองว่าอย่างน้อยกฎหมายฉบับนี้จะทำให้ประชาชนทั่วไป และนักวิชาการ สามารถแบ่งปันประสบการณ์ ข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ โดยไม่ต้องกลัวจะถูกดำเนินคดีหรือเสียค่าปรับจำนวนมาก เหมือนในอดีต เช่น ในช่วงโควิด
ปี 2563 ประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนมาก ถูกเรียกไปสอบสวนเรื่องการโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสื่อออนไลน์ ส่วนใหญ่ยอมจ่ายค่าปรับ บางร้านมีเพียงภาพแก้วเบียร์บนเมนูก็ถูกดำเนินคดีในชั้นศาล นอกจากนี้เมื่อทราบว่ามีส่วนแบ่งจากค่าปรับ เป็นเงินสินบนรางวัล ให้กับเจ้าหน้าที่ ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีการล่าเงินรางวัล ทำให้เกิดกระแสต่อต้านมากขึ้น

รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า จากการรับฟังที่มาและกระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เห็นได้ชัดว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้กฎหมายเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย คือบทบาทของรัฐสภาในฐานะเวทีแก้ไขปัญหาสำคัญของสังคม โดยเฉพาะในชั้นคณะกรรมาธิการ ที่เปิดโอกาสให้ผู้มีมุมมองต่อการผลิต การบริโภคสุราและมิติสุขภาพและสังคมที่แตกต่างกัน ได้ถกเถียง จนได้ข้อสรุปที่ทั้งส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย คุ้มครองผู้บริโภค กระบวนการนี้สะท้อนสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (deliberative democracy) ซึ่งทำให้ประชาธิปไตยแบบตัวแทนแข็งแรงขึ้น เพราะไม่ได้มีแค่การโหวต แต่คือการฟังกันอย่างตั้งใจ และหาทางออกร่วมกัน