เมื่อวันที่ 2 ก.ย. นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตามที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชายืนยันท่าทีของกัมพูชาว่ายึดมั่นต่อข้อตกลงหยุดยิงและกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่สื่อ Khmer Times เผยแพร่ข่าวกรณีชาวกัมพูชาไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ ซึ่งเป็นผลจากอาวุธตกค้างของฝ่ายไทยจากเหตุการณ์การปะทะกันนั้น กระทรวงการต่างประเทศขอชี้แจงว่าการให้คำมั่นของกัมพูชาว่าจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา และยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ สันติภาพ ความร่วมมือ และการพัฒนาชายแดน ยังเป็นเพียงการสร้างภาพทางการสื่อสาร เพราะพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกลับสวนทางกับสิ่งที่กล่าวอ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผยแพร่ข่าวที่บิดเบือนข้างต้นของสื่อกัมพูชา ทั้งที่ฝ่ายกัมพูชายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีอย่างน้อย 4 ประเด็น ได้แก่ (1) การลอบวางทุ่นระเบิด (2) การใช้โดรนเข้ามาก่อกวน (3) การปลุกระดมประชาชนให้ออกมาเคลื่อนไหว (4) ล่าสุดพบการใช้ระเบิดแสวงเครื่องซึ่งมีอานุภาพร้ายแรงในพื้นที่ชายแดนฝั่งไทยตามที่โฆษกกองทัพบกไทยตอบโต้แล้ว
นายนิกรเดช กล่าวอีกว่า ล่าสุด มีรายงานจากนิตยสารด้านความมั่นคง Jane‘s Defence Weekly ว่า จากหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียม พบการก่อตั้งฐานปฏิบัติการทางทหารในฝั่งกัมพูชาบริเวณชายแดนเป็นเวลาหลายเดือนก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์การปะทะขึ้น ส่อถึงเจตนาของฝ่ายกัมพูชาในการโจมตีไทย ซึ่งสะท้อนถึงความไม่บริสุทธิ์ใจของกัมพูชา นอกจากนี้ การเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและข่าวปลอมอย่างเป็นขบวนการและอย่างต่อเนื่องของกัมพูชา ตั้งแต่ผู้แทนระดับสูงของภาครัฐ ลงมาถึงสื่อมวลชนที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาล รวมถึงประชาชนกัมพูชาที่ได้รับข้อมูลบิดเบือนดังกล่าว ถือเป็นการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสงคราม ซึ่งเป็นประเด็นที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เห็นว่าเป็นปัญหาระดับโลก ซึ่งในบริบทสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงเสี่ยงต่อการยุยงส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการคลี่คลายสถานการณ์และการหาทางออกอย่างสันติ ฝ่ายไทยจึงขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายุติพฤติกรรมที่ไร้ความรับผิดชอบทั้งต่อประชาชนของตนเองและต่อประชาคมโลกเช่นนี้โดยทันที



