เมื่อไม่นานมานี้ สำนักข่าวซีซีทีวีของจีน เผยแพร่เรื่องราวของชายชาวจีนผู้คลั่งไคล้นิยายแนว “จอมโจรขุดสุสาน” จนตัดสินใจที่จะลองเป็นนักขุดสุสานตัวจริงบ้าง โดยเขารวบรวมคนเพื่อตั้งทีมปล้นสุสานโบราณ พร้อมทั้งวางแผนการโจรกรรมครั้งใหญ่
ชายหนุ่มผู้นี้มีการระบุชื่อในข่าวเพียงชื่อสกุลว่า “หยู” เขามาจากมณฑลหูเป่ย์ ทางตอนกลางของประเทศจีน เดิมเขาชื่นชอบการอ่านนิยายแนว “ขุดสุสาน” เป็นชีวิตจิตใจ จนในที่สุดความหลงใหลนี้ก็ทำให้เขาลงมือทำตามในนิยาย โดยบุกเข้าไปในพื้นที่สุสานโบราณแห่งหนึ่ง และขโมยโบราณวัตถุไป 20 ชิ้น ซึ่งมีอายุเฉียด 3,000 ปี
รายงานข่าวเผยว่า หยูเริ่มจากการตรวจสอบรายละเอียดต่าง ๆ ที่บรรยายไว้ในนิยายอย่างพิถีพิถัน โดยมักจะเปรียบเทียบข้อมูลเหล่านั้นกับบันทึกในท้องถิ่น เมื่อเขาพบข้อสงสัยหรือคำกล่าวอ้างที่คลุมเครือ

“ผมอ่านไปเรื่อยๆ และยิ่งอ่านก็ยิ่งหมกมุ่น ผมเริ่มศึกษาลึกลงไปอีกว่าเป็นราชวงศ์ไหน? บุคคลสำคัญคนใด? สร้างสุสานอย่างไร? ซึ่งบางเรื่องก็มีอยู่จริงๆ” หยูกล่าวว่า สิ่งที่เขาสนใจมากที่สุดคือกับดักและกลไกลับที่บรรยายไว้ในนิยาย และเมื่อความหลงใหลเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ตัดสินใจที่จะนำวิธีการในนิยายเหล่านี้มาใช้ในชีวิตจริง
การ “ผจญภัย” ในโลกของการขุดสุสานของหยู เริ่มต้นเมื่อเขาได้รับข้อความแจ้งเตือนบนโทรศัพท์เกี่ยวกับการค้นพบทางโบราณคดีที่ “สุสานตระกูลกัว” ซึ่งเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมในมณฑลหูเป่ย์ ที่ได้รับการคุ้มครอง และเคยมีการขุดค้นครั้งแรกเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ในระหว่างการก่อสร้างทางหลวง
ข้อความแจ้งเตือนที่หยูได้รับระบุว่า มีการค้นพบโบราณวัตถุทำด้วยหยกและสำริดจำนวนมาก ซึ่งจุดประกายความสนใจของหยูและนำไปสู่การพยายามขุดค้นอย่างผิดกฎหมายเป็นครั้งแรก
ชายหนุ่มชักชวนชายอีกคน ซึ่งในข่าวระบุเพียงชื่อสกุลว่า “เฉิน” และผู้สมรู้ร่วมคิดอีกคนมาช่วยงาน เขายังสารภาพในภายหลังว่า ได้ศึกษาแผนผังของเทือกเขาโดยรอบ เพื่อกำหนดพื้นที่ค้นหาเบื้องต้น จากนั้นจึงใช้เครื่องตรวจจับและ “พลั่วลั่วหยาง” (พลั่วเหล็กทรงกระบอกกลวง ใช้สำหรับขุดเจาะดินในแนวดิ่ง เพื่อเก็บตัวอย่างดินจากชั้นใต้ดิน โดยทำให้พื้นที่โดยรอบเสียหายน้อย) เพื่อจำกัดขอบเขตของพื้นที่ให้แคบลงเรื่อยๆ
หลังจากทำการสำรวจอย่างลับๆ นานถึงสองสัปดาห์ ในที่สุดหยูก็คาดเดาทางเข้าสุสานได้ เขาจึงเริ่มลงมือขุดด้วยพลั่วอย่างระมัดระวัง
“ผมเห็นรอยคราบสีเขียว ถ้ามันอยู่บนผิวหน้าดินล่ะก็ สิ่งที่อยู่ข้างใต้นั่นไม่ใช่หินแน่นอน มันคือสำริด” หยูเล่า
ทีมของหยูซึ่งมีด้วยกันสามคน ใช้เวลาสองคืน ขุดเอาวัตถุสำริดออกมาได้ 20 ชิ้น จากนั้นพวกเขาก็ติดต่อชายแซ่หลี่ ให้เป็นคนกลางเพื่อหาผู้รับซื้อโบราณวัตถุเหล่านั้น
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า โบราณวัตถุทั้ง 20 ชิ้น มาจากยุควสันตสารท หรือยุคชุนชิว สมัยราชวงศ์โจวตะวันออก มีอายุราว 2,800 ปี โดยมีอยู่ 9 ชิ้น ในจำนวนนี้จัดเป็นโบราณวัตถุชั้นหนึ่งของชาติ นอกจากนั้นเป็นโบราณวัตถุชั้นสอง 1 ชิ้น และโบราณวัตถุชั้นสาม 9 ชิ้น

ในเดือนพฤศจิกายน 2566 เจ้าหน้าที่ตำรวจปลอมตัวเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ ตกลงรับซื้อโบราณวัตถุ 20 ชิ้น เป็นเงิน 4 ล้านหยวน (ประมาณ 18 ล้านบาท) โดยกำหนดให้มีการซื้อขายที่โกดังร้างแห่งหนึ่งในเมืองเจาหยาง มีการจับกุมหยูและพวกทั้งหมด และโบราณวัตถุทั้งหมดถูกยึด
ต่อมาศาลประชาชนเขตฟ่านเฉิง เมืองเซียงหยาง มณฑลหูเป่ย์ ได้ตัดสินจำคุกนายหยูและนายเฉิน ระหว่าง 10 ปี ถึง 10 ปี 3 เดือน และปรับ 70,000 หยวน (ประมาณ 316,900 บาท) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการกอบกู้ซากโบราณวัตถุ ส่วนนายหลี่ ซึ่งเป็นคนกลางซื้อขายของโจร ได้รับโทษจำคุก 3 ปี 6 เดือน ในข้อหาปกปิดทรัพย์สินที่ได้มาจากการก่ออาชญากรรม
เหตุการณ์นี้ซึ่งรายงานโดยสำนักข่าวซีซีทีวีของรัฐบาลจีน ก่อให้เกิดกระแสวิจารณ์ในโซเชียลมีเดียของจีนแผ่นดินใหญ่ มีชาวเน็ตรายหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่า “ถ้าเขาเอาความพยายามระดับนี้ไปใช้กับเรื่องที่เป็นประโยชน์ เขาก็น่าจะเป็นนักโบราณคดีที่ยอดเยี่ยมได้เลย”
ที่มา : scmp.com, thestandard.com.hk
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, CCTV News, Goodreads



