นับเป็นสัญญาณที่ดีอย่างยิ่งสำหรับวงการบันเทิงไทย ที่เริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจน ทั้งในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และซีรีส์ หลังจากต้องเผชิญหน้ากับความซบเซามานานหลายปี ทำให้หลายคนเริ่มมองเห็นทิศทางที่สดใส และความก้าวหน้าที่น่าจับตามองของเอนเตอร์เทนเมนต์ไทยในอนาคต

ล่าสุด ในงานปาฐกถา “50 ปีไทย – จีน ”สัมพันธ์: โอกาสและศักยภาพของสื่อบันเทิงบนความร่วมมือระหว่างประเทศ” ม.ร.ว เฉลิมชาตรี ยุคล อดีตประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ด้านภาพยนตร์ สารคดี และแอนิเมชัน Thailand Creative Culture Agency (THACCA)  ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวบันเทิงเดลินิวส์ ถึงมุมมองภาพรวมของอุตสาหกรรมบันเทิงไทยในอนาคต โดย คุณชายอดัม  เผยว่า “สิ่งที่ทำให้เอนเตอร์เทนเมนต์ในไทยประสบความสำเร็จมากขึ้น ผมเป็นเพราะว่าเรามีความกล้า กล้าจะแตกต่างเรากล้าจะสร้างสรรค์ กล้าออกจากขนบเดิมที่มีในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ สารคดี ภาพยนตร์อะไรต่างๆ เราก็ออกจากขนบเยอะขึ้นมาก กล้าที่จะลองของแปลก พล็อตใหม่ๆอะไรใหม่ๆเยอะขึ้น เมื่อก่อนมันยังเป็นเทรนด์เดิมๆวนไปวนมา แต่ช่วงหลังโควิดมาเราพยายามจะลองสิ่งใหม่เยอะมาก พยายามลองเอาสิ่งหนึ่งมาผสมกับอีกสิ่งหนึ่งทำให้งานออกมาเจ๋งขึ้น”

“ส่วนตัวผมเชื่อว่าทุกๆคนมีความยูนีคในของตัวเองไม่ว่าจะเป็นซีรีส์จีน เกาหลีหรือญี่ปุ่น มีความยูนีคของตัวเองสิ่งที่เราต้องทำคือต้องไม่เป็นคนอื่น ก่อนหน้านี้เราพยายามจะเป็นเคป็อปเยอะมาก พยายามจะเป็นซีรีส์เกาหลี ก่อนหน้านี้มีคนมาเสนองานผมเยอะมากว่าอยากจะทำซีรีส์ให้เหมือนซีรีส์เกาหลี ผมบอกว่าไม่ ผมอยากให้คุณเป็นซีรีส์ไทยที่ดีขึ้น ใหม่ขึ้น สดชื่น มากกว่าการพยายามจะเป็นซีรีส์เกาหลีที่พูดไทย เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็ดูซีรีส์เกาหลีดีกว่าเพราะเขาคออจินอล เพราะเขาตรงไปตรงมามากกว่า ซื่อสัตย์กับสิ่งที่เขาเป็นมากกว่า ดังนั้นผมเชื่อว่าการเป็นตัวของตัวเองไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับคนไหน ผู้จัดคนไหน นักแสดงคนไหน ทุกคนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง อยากให้คงสิ่งเหล่านั้นไว้อันนั้นคือจุดขายที่ดีที่สุด”

คุณชายอดัม  เผยต่อว่า “ถามว่าความเป็นไทยด้านไหนที่ยังจุดขายของไทย ผมว่าความเป็นไทยมันถูกละลายไปหมดแล้ว เราเป็นประชาคมโลกแล้ว ความเป็นไทยของเราคือความเป็นตัวเราในประชาคมโลกนั้นต่างหาก มันคงไม่ใช่ว่าเราเก่งมวย เราเก่ง Girl love Boy love หรือเราเก่งLGBTQ friendly แต่การเป็นเราในปัจจุบันมันคือความเป็นไทยแล้ว มุมมองของเราก็เป็นไทยแล้ว มันไม่ใช่มุมมองใดมุมมองหนึ่งแต่มันเป็นภาพรวมทุกๆอย่างที่เราทำมันดูเป็นไทย ต่อให้คำว่าหลานม่า คำว่าอาม่าเป็นภาษาจีน แต่ภาพยนตร์หลานม่าก็เป็นไทย นี่คือวัฒนธรรมไทยแต่เป็นวัฒนธรรมไทย-จีน ดังนั้นเราจะบอกว่านี่เป็นวัฒนธรรมจีนหรือเปล่า มันไม่ใช่แล้ว มันคือวัฒนธรรมใหม่ๆที่เกิดขึ้น เราจะไปพยายามขีดเส้นแล้วบอกว่าอะไรคือไทยไม่ไทย โลกมันเปลี่ยนไปมากกว่านั้นแล้วความเป็นไทย เรารู้แต่เราพูดออกมาเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้”

“ผมเชื่อว่าความเป็นเรานี่แหละทุกๆ อย่างที่เราทำในปัจจุบัน ถ้าเราทำให้ดี ใช้ไวยากรณ์ภาพยนตร์ได้เหมาะสม มันขายได้อยู่แล้วครับทุกๆอย่างอยู่ที่ว่าเราทำสิ่งที่เราคิดจะทำได้ดีพอหรือเปล่า ส่วนใหญ่ปัญหาคือเราคิดว่าเราทำดีพอแล้ว แต่จริงๆแล้วคุณยังดีไม่พอ ถ้าคุณห่วยมันก็คือห่วย ก็ต้องยอมรับแล้วก็พัฒนาตัวเอง แต่ถ้าคุณจะทำในสิ่งนั้นนั้นได้ดีคิดง่ายๆอย่างหนังเรื่องโหมโรง มันคือหนังของคนตีระนาด ถ้าเราบอกว่าเราจะทำหนังของคนตีระนาดแล้วมันจะขายได้มันเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าคุณทำมันได้ดีถึงจุดหนึ่งมันจะกลายเป็นโหมโรงครับ คุณทำหนังหรือซีรีส์แบบไหนก็ได้แต่คุณทำได้ดีพอมันจะเป็นของดี”

คุณชายอดัม เผยอีกว่า “สิ่งที่ยังขาดอยู่คือความฉลาดของคนครับ เราขาดความฉลาด ถ้าเราฉลาดมากพอเราจะสามารถแก้ไขโจทย์ที่มันยากได้ ผมเชื่อว่าเราจะทุกคนต้องฉลาดขึ้นมากกว่านี้ ถ้าเราจะทำงานให้ดีขึ้นได้เราต้องฉลาดขึ้น ในคนรุ่นใหม่ผมอยากเห็นความกล้าที่จะแสดงออกความไม่กลัว ถ้าไม่กลัวที่จะทำในสิ่งที่ผิด สิ่งที่มั่ว คนเราต้องล้มเยอะๆ น้องคนใหม่ๆต้องล้ม พี่ๆ พ่อแม่ รัฐบาลพยายามบอกว่าอย่าล้ม แต่ผมอยากให้คุณล้มกันเยอะๆลองผิดลองถูกกัน ยิ่งลองเยอะคุณยิ่งมีแนวทางใหม่ๆ ยิ่งมีช่องทางการใหม่ๆ ยิ่งคิดอะไรใหม่ๆ ปัญหาคือผู้ใหญ่จะประคองในวันที่เขาล้มเพื่อให้ลุกขึ้นมาได้ยังไง แต่เด็กๆต้องล้ม ต้องลอง แล้วก็กล้าที่จะทำ ไม่ต้องรอว่าคนอื่นจะตัดสินใจยังไง เดี๋ยวนี้เราชอบให้คนตัดสินเรา ทั้งๆที่ไม่อยากให้คนตัดสินเรา แต่เราตัดสินตัวเองไปแล้วว่าเราทำได้หรือไม่ได้ ช่างมันทำไปเถอะ”

ถ้ามีโอกาสได้เสนอรัฐบาลในยุคหน้า 3 ข้ออยากเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนเพื่อผลักดันเอนเตอร์เทนเมนต์ไทย ผมว่าอุตสาหกรรมบันเทิงมันจะเกิดขึ้นได้จาก 3 อย่าง หนึ่งคนดูมีภูมิคุ้มกันสื่อที่ดี สองมีสถาบันครอบครัวที่แข็งแรง อาจจะดูใกล้ตัวมากสถาบันครอบครัวที่แข็งแรงทำให้คนเสพสื่อได้ดียิ่งขึ้น ภูมิคุ้มกันสื่อที่ดีจะทำให้คนเสพผลงานที่หลากหลายขึ้นได้ สุดท้ายเรามีกลไกป้องกันการผูกขาดถ้าเราสามารถทำแบบนี้ได้เราจะโตได้ครับ”

ขอบคุณภาพจาก:adamy