เมื่อวันที่ 9 ก.ย. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 2 ณ ห้องนพรัตน์ ศาลาว่าการกทม. เสาชิงช้า เขตพระนคร และประชุมออนไลน์ผ่านระบบ ZOOM Meeting เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานและหารือแนวทางดำเนินการร่วมกันระหว่างกทม. และหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5

ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 มีความก้าวหน้าในหลายเรื่อง แต่เรื่องสำคัญที่สุดคือการเสนอขอ 10 มาตรการไปยังรัฐบาล เช่น การปรับความเข้มข้นของการตรวจฝุ่น PM2.5 ของรถควันดำ การขอให้กรุงเทพฯ เป็นเขตควบคุมมลพิษ เป็นต้น

โดยเมื่อวานนี้ (8 ก.ย.) คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้อนุมัติแล้ว ประกาศให้กรุงเทพมหานครเป็นเขตควบคุมมลพิษเป็นช่วงเวลา ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม ถือเป็นเรื่องที่ดีทำให้ กทม.มีอำนาจมากขึ้นในการกำหนดมาตรฐาน ที่มีความเข้มข้นมากกว่ามาตรฐานของประเทศ

ยกตัวอย่าง การวัดควันดำปกติวัดกันที่ความทึบแสงเกิน 30% ถ้าเกินถือว่าเป็นควันดำ มีความผิด แต่ถ้ามองว่า กทม.ต้องการความเข้มข้นมากกว่านี้สามารถทำให้มาตรการเข้มข้นขึ้นจากเดิม 30% เหลือ 20% หรือ 10% ก็ได้ จะทำให้ กทม.มีเครื่องมือในการลดฝุ่น PM2.5 ได้มีประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรม สามารถมีแผนในการหาต้นตอฝุ่นและไปดำเนินการเพื่อลดฝุ่น

ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการประกาศให้ กทม. เป็นเขตควบคุมมลพิษ และไม่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหา PM2.5 รวมถึงมีการศึกษาวิเคราะห์จากหน่วยงานทางวิชาการซึ่งมีการศึกษาที่ว่า การลดฝุ่น PM2.5 ได้ 1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจกลับมาเป็นหลักหมื่นล้านบาท น่าจะเป็นผลดีและเป็นการสร้างความเชื่อมั่นด้วย

ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวต่อไปว่า เรื่องที่สอง ได้มีการหารือกับปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม มีความคืบหน้าเป็นอย่างดีโดยเฉพาะเรื่องการติดตั้งระบบ CEMS (Continuous Emission Monitoring System) คือการวัดฝุ่นจากปล่องควันอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันใน กทม.มีอยู่ 7–8 โรงงาน ที่มีการติดตั้ง CEMS แต่พอมีการปรับมาตรฐานให้ละเอียดขึ้น หรือข้อกำหนดให้เข้มข้นขึ้นจะทำให้มีโรงงานที่ต้องติดตั้ง CEMS มากกว่า 200 โรงงาน ซึ่งจะทำให้สามารถติดตามการปล่อยควันได้อย่างละเอียด ตามจริง สามารถควบคุมปัญหานี้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการดูเรื่องผลกระทบของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ รวมถึงมีการปรับมาตรฐานการปล่อยควันประเภทอื่นจากโรงงานด้วย

ส่วนในอนาคตจะเน้นเรื่องฝุ่นจากการเผาภายนอกมากขึ้น ตอนนี้มีพิกัดแล้วว่าจุดไหนที่อยู่ด้านนอกแล้วเป็นจุดเสี่ยงที่มีโอกาสเผาแล้วเข้ามาในกรุงเทพฯ มีการกำหนดพื้นที่เป้าหมายแล้ว และได้หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด ถ้าหากมีความจำเป็นอาจมีการช่วยดับไฟ หรือคุยกับเกษตรกรให้ลดการเผา หรืออาจหาเรื่องอัดฟางให้ เพราะการเผาของเพื่อนบ้านมีผลกระทบอย่างรุนแรง ต้องรีบหารือความร่วมมือต่อไป

ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวด้วยว่า สำหรับมาตรการที่จะเข้มข้นขึ้นคือ Low Emission Zone (LEZ) ที่ผ่านมาวันที่ฝุ่นเยอะจะไม่ให้รถเข้ามาในวงแหวนชั้นใน แต่ปีนี้จะขยายไปในพื้นที่กรุงเทพฯ 50 เขต ทำให้ต้องนำรถไปปรับปรุงและลงทะเบียน Green List (บัญชีเขียว) เพื่อให้รถสามารถเข้ามาในพื้นที่ได้ในช่วงเวลาที่ฝุ่นเยอะ หากรถที่ไม่อยู่ใน Green List เข้าพื้นที่ก็จะถูกจับดำเนินคดี

ปีที่ผ่านมายื่นฟ้องศาลดำเนินคดีแล้วกว่า 400 คัน ทั้งนี้จริง ๆ แล้วไม่อยากจับรถแต่อยากให้ปรับปรุงรถให้ปล่อยมลพิษน้อยลง ด้านการป้องกันมีการขยายความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น เช่น สสส. ในการติดตั้งห้องเรียนปลอดฝุ่นในทุกโรงเรียน อีกทั้ง กทม.ได้ปรับปรุงห้องเรียนปลอดฝุ่นในศูนย์เด็กเล็ก ทำให้มีความละเอียดครอบคลุมในการป้องกันเด็กมากขึ้น ระบบเตือนภัยเดิมมีการแจ้งล่วงหน้า 3 วัน ปัจจุบันมีการพัฒนาให้แจ้งล่วงหน้าได้ 7 วัน มีการนำเซ็นเซอร์ขนาดเล็กมาเพิ่มเติมอีก 800 กว่าเครื่อง ทำให้สามารถพยากรณ์ฝุ่นได้เข้มข้นมากขึ้น

นอกจากนี้ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยจากจีน โดยใช้อุปกรณ์มาติดตั้งที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำให้วิเคราะห์ฝุ่นได้อย่างละเอียดว่าต้นตอมาจากไหน ทำให้สามารถกำจัดหรือจำกัดการปล่อยจากต้นตอได้ดีขึ้น และด้วยความร่วมมือจากหลาย ๆ ภาคส่วนนี้ เชื่อว่าสถานการณ์ฝุ่นก็น่าจะดีขึ้นได้

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับร่างแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปี 2569 ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568–2570 และระยะ 5 ปี ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างแผนดังกล่าว โดยให้มี Action Plan และตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพื่อให้ประเมินความสำเร็จของการดำเนินการได้.