เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่สำนักข่าว Khmer Times นำเสนอข่าวเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2568 ระบุว่า “มีกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมกัมพูชาออกมาเรียกร้องให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กดดันไทยยุติการรุกล้ำและการล้อมรั้วในดินแดนกัมพูชา เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง สร้างความไม่เป็นธรรมแก่กัมพูชา และเพิ่มความตึงเครียดอย่างรุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่การปะทุของความขัดแย้งด้วยอาวุธอีกครั้ง” นั้น 

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (โฆษก ทบ.) กล่าวถึงประเด็นดังกล่าว ว่า หากวิเคราะห์ดูแล้วพบว่ากัมพูชามีการใช้ภาคประชาสังคมเข้ามากดดัน ทั้งการแสดงออก ณ บริเวณพื้นที่ชายแดน และการสื่อสารผ่านสื่อ เพื่อหวังให้เกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของต่างประเทศเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้จะเห็นได้จากการที่กัมพูชาได้ใช้มวลชนและประชาชนเข้ามาแสดงพฤติกรรมที่ยั่วยุหรือไม่เหมาะสมต่อทหารไทยในบริเวณบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว โดยเป็นไปในลักษณะคล้ายกับประเด็นนี้ ต่างแค่เปลี่ยนสถานที่หรือเวทีในการแสดงออก ซึ่งข้อมูลที่กัมพูชาได้กล่าวอ้างหรือเรียกร้องต่อสหรัฐไปนั้น ล้วนเป็นเนื้อหาที่บิดเบือน ไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น 

พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า ทบ. ยืนยันว่าทุกการปฏิบัติการทางทหาร เป็นไปตามสิทธิและขอบเขตที่กำหนดตามหลักสากล ไม่เคยกระทำการใด ๆ หรือรุกล้ำพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะที่กัมพูชาได้กล่าวอ้างเรื่องการจัดวางรั้วลวดหนามนั้น หน่วยทหารในพื้นที่ดำเนินการภายในเขตประเทศไทย เพื่อป้องกันตนเอง ป้องกันประเทศ และดูแลความปลอดภัยให้ประชาชน ตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ แต่ในทางกลับกัน เป็นฝ่ายกัมพูชาที่ยังคงละเมิดต่อข้อตกลงหยุดยิงที่ได้ให้ไว้ 

พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า ทั้งการลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิด PMN-2 ในพื้นที่ประเทศไทย เพื่อหวังทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารไทย, การปรับฐานที่มั่นทางทหาร ในบริเวณพื้นที่อ้างสิทธิหรือพื้นที่ที่เป็นเขตของประเทศไทย อาทิ ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์, การสร้างสถานการณ์ยั่วยุต่อทหารไทย ตลอดจนการให้ข่าวสารข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริงต่อสาธารณะและนานาชาติ ดังเช่นเหตุการณ์ในครั้งนี้ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดต่อข้อตกลง และพยายามเพิ่มความตึงเครียดของสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา มากขึ้น ขณะที่ฝ่ายไทยที่ปฏิบัติตามข้อตกลงมาโดยตลอด 

พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันในส่วนของประเด็นเรื่องพื้นที่ที่อยู่ในเขตประเทศไทย แต่พบการรุกล้ำของชาวกัมพูชาเข้ามาตั้งถิ่นฐานและชุมชนตั้งแต่ในอดีตและไม่ยอมเดินทางกลับประเทศ ได้แก่ บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง รวมทั้งบ้านบึงตะกวน อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว โดยประเทศไทยได้ทำการยื่นหนังสือประท้วงไปหลายครั้ง แต่ไม่เป็นผลและไม่ได้รับความร่วมมือในการจัดระเบียบพื้นที่จากทางฝั่งกัมพูชา ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ สร้างความไม่เป็นธรรมให้กับประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมากในการจัดการพื้นที่และการเสียผลประโยชน์ในที่ดินทำกิน ซึ่งหากกัมพูชาต้องการร่วมแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ควรนำประเด็นดังกล่าวเข้าร่วมหารือในเวทีการประชุมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งแสดงออกปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ อย่างจริงใจ แทนที่จะพยายามเรียกร้องหรือกล่าวอ้างให้ข้อมูลที่บิดเบือน