“นายกฯหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย  พร้อมด้วยภริยา น.ส. ธนนนท์ นิรามิษ  เดินทางด้วยรถตู้โตโยต้าอัลพาร์ดสีดำ ทะเบียน ภษ 9559 กรุงเทพมหานคร ไปตรวจเยี่ยมน้ำท่วม จ.อ่างทอง และถือโอกาสอวยพรวันเกิด “รมต.แบด” ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 

นายกฯหนูได้พบปะกับประชาชนในงานวันเกิด รมต.แบด และกล่าวตอนหนึ่งว่า “….ชาวอ่างทองอยากให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ( ผวจ.) อยู่กับเราหรือไม่   (เข้าใจว่า นายอนุทินหมายถึง นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล  ผวจ.อ่างทอง ที่ถูกย้ายเป็นผู้ตรวจราชการ สมัยนายภูมิธรรม เวชยชัย เป็น รมว.มหาดไทย)  ที่นี่ไม่มีรัฐมนตรีแบด มีแต่ “ไอ้แบด” เหมือนเดิมเราเลือกเขามาทำงานไม่ได้เลือกให้เป็นเจ้าคนนายคน เลือกให้ไปทำงาน และว่า จะมอบหมาย รมต.แบดดูสำนักงบประมาณ ขอให้ความมั่นใจว่าผมจะทำหน้าที่ ให้ดีที่สุด ไม่ว่ากี่วัน กี่เดือน  เพื่อให้ประชาชนเลือกพวกเรากลับมารับใช้อีก…”  

จากนั้นได้เดินทางไปยังศูนย์สภากาชาดไทยเวชพาหน์เฉลิมพระเกียรติ หมู่ 9 ต.บางจัก อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง  และฟังรายงานน้ำท่วมภาคกลาง

นายกฯหนูกล่าวกับประชาชนและข้าราชการที่มาศูนย์สภากาชาดว่า ตนไม่มีพรรค  มีแต่พวกเดียวกันคือพวกของประชาชน เราจะทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่  เราก็ต้องหาทางป้องกันให้ธรรมชาติในบางช่วงทำความเสียหายให้กับพวกเราน้อยที่สุด  ตนเป็น รมว.มหาดไทย เตรียมการเรื่องน้ำท่วมภาคกลางไว้แล้ว  แต่ต้องพ้นหน้าที่ออกไปเมื่อ 2 เดือนกว่า ถือว่าไปพักร้อน  เขาให้ออกไป แต่สุดท้ายคนที่เอาตนออกไป ก็ต้องออกไปเอง และตนก็กลับเข้ามา สานต่อสิ่งที่ค้างคา  เราเตรียมเงินที่จะดูแลในช่วง 4 เดือน

“…เมื่อผมออกไปเป็นการเมืองคนละขั้ว เขาก็ไม่กล้าทำต่อ เพราะกลัวทำต่อไปแล้ว ผมได้คะแนน ตอนนี้ฟ้าดินสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ผมกลับมาแล้ว จะกลับมาทำต่อให้ประชาชนให้ทุกอย่างที่ได้เตรียมการไว้ ได้ต่อเนื่อง แต่ ผวจ.ยังถูกย้าย เดี๋ยวผมจะถามปลัดกระทรวงมหาดไทย ใครสั่งให้ย้าย แล้วย้ายทำไม เขาทำอะไรผิดหรือเปล่า ซึ่ง ผวจ. คนนี้เก่งทำไมถึงย้าย เล่นการเมืองต้องไม่คิดถึงตัวเราเอง หรือพรรคการเมืองคู่แข่ง แต่ต้องคิดถึงประชาชน  พวกผมกลับเข้ามา ความเป็นธรรมทั้งหลายจะต้องเกิดขึ้น ย้าย ผวจ. ไปคนเดียว ประชาชนเดือดร้อนไปหมด…” นายอนุทิน กล่าว

“…สำหรับโครงการคนละครึ่ง 60:40 มาให้ประชาชนด้วย เป็นนโยบายที่ได้มอบหมายให้ รมว.คลัง ดำเนินการให้เสร็จภายใน 2 เดือน หลังจากที่ ครม. ถวายสัตย์ปฏิญาณในวันที่ 24 ก.ย. จากนั้นจะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ พวกเราจะเร่งดำเนินการ เพราะเราไม่มีเวลา  เข้าไปปุ๊บก็ทำงาน ขับเคลื่อนทุกอย่างได้เลย รวมถึงจะเอาเรื่องฟอกไตฟรีกลับมา…”

จากนั้นนายอนุทิน มอบถุงยังชีพของพรรคภูมิใจไทย แก่ผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 145 ชุด และเดินทางกลับมาที่ อบจ.อ่างทอง เพื่อรับประทานอาหารกลางวัน  นายกฯ โชว์ฝีมือลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวและลูกชิ้นเอง  และนายอนุทินได้สั่งก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กต้มยำแห้ง ก่อนบอกแม่ค้าว่า “…ขอกากหมูเพิ่ม…” พร้อมกล่าวเชิญชวนผู้สื่อข่าวร่วมรับประทาน   จากนั้นนายกฯ และภริยา เดินทางไปไหว้พระวัดหน้าพระเมรุราชิการาม (พระอารามหลวง) ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนกลับที่พัก

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่ฝ่ายค้านมุ่งเป้าอภิปรายคุณสมบัติรัฐมนตรี นายกฯหนู ย้ำว่า ก่อนนำรายชื่อ ครม.เสนอ เราต้องตรวจสอบแล้ว และการตรวจสอบก็เป็นการตรวจสอบโดยหลายหน่วยงาน ไม่ใช่ตรวจสอบเอง  ถ้ามีปัญหาคุณสมบัติก็ต้องถูกคัดชื่อออกไป ซึ่งก็มีคนที่ถูกคัดชื่อออกไป และยังไม่อยากพูดเรื่อง 4 เดือนยุบสภา เพราะเดี๋ยวพวกนักนักวิเคราะห์ทั้งหลายจะไปพูดอีกว่า เดี๋ยว 4 เดือน ก็จะหาเรื่องหาเหตุจะไม่ยุบสภา ซึ่งเรื่องนี้เป็นข้อตกลงที่ลงนาม เป็นเหมือนกับสัญญาที่มีอยู่ 5 ข้อ และเราก็ต้องปฏิบัติ  รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย  ไม่สร้างเสียงข้างมากด้วย 

เมื่อถามว่า มองกันว่า พรรคภูมิใจไทยขยายใหญ่ขึ้นในการเลือกตั้งหน้า  นายอนุทิน  พยักหน้าและยิ้ม ก่อนกล่าวว่า “เขาให้พูดแค่นี้”

ที่รัฐสภา  นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ว่า ร่างของพรรคเพื่อไทยเสร็จแล้ว เราเพิ่มหมวด 15 /1 เข้าไปในมาตรา 256  ที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (  ส.ส.ร.) ใช้วิธีเลือกทางอ้อม ตอนนี้วางไว้ที่ 140-150 คน แบ่งที่มาออกเป็น 2 ส่วน คือ การมีส่วนร่วมของประชาชนให้มาจากแต่ละจังหวัดเพื่อเลือกเบื้องต้นมา  ตั้งจำนวนไว้ที่ 100 คน แต่ผู้สมควรได้รับการคัดเลือกจะเป็น 2 เท่า ส่วนจังหวัดที่ค่าเฉลี่ยประชากรไม่ถึง 1 คน ก็จะปัดให้ส่งตัวแทนมา 2 คน และส่วนที่ 2 ที่มาจากองค์กรต่างๆ ให้ส่งตัวแทนมาผ่านการแต่งตั้งของสภา โดยเมื่อได้ทั้ง 2 ส่วนมาแล้ว รัฐสภาจะเป็นผู้แต่งตั้ง

“…ดูจากไทม์ไลน์ที่กระชับที่สุด วาระที่ 1 อย่างช้าต้องไม่เกินวันที่ 29 ต.ค.นี้  เพราะสภาผู้แทนราษฎรจะปิดสมัยประชุมวันที่ 31 ต.ค.นี้ เมื่อรับหลักการก็ตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณา  และเปิดสมัยในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ พิจารณาวาระสองและสาม ช้าที่สุดวาระ 3 ต้องไม่เกินกว่า วันที่ 15 ม.ค. 69 หากดูจากวันแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นวันที่ 29-30 ก.ย.นี้ และนับไปคำนวณเวลายุบสภา เว้นไว้ 15 วัน เพื่อส่งให้ทำประชามติ…” นพ.ชลน่าน กล่าว

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ ณัฐพงษ์พูดถึงณัฐพงศ์  “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปช.น ให้สัมภาษณ์กรณีมีกระแสแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของพรรคเพื่อไทย  อาจจะเป็น “พงศ์” ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามีของ “เอม” พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรเขยของ “อดีตนายกฯแม้ว” ทักษิณ ชินวัตร โดยนายณัฐพงษ์กล่าวว่า  เป็นเรื่องของพรรคเพื่อไทยจะคัดเลือกแคนดิเดตนายก ฯ ของเขาเอง แต่ตนเองเชื่อมั่นว่าตนมีความพร้อมในด้านประสบการณ์ที่ทำงานการเมืองมากว่า 6 ปี รู้ในเรื่องระบบงบประมาณ กลไกระบบราชการ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญของคนที่จะมีความเหมาะสมมาดำรงตำแหน่งนายก ฯ ในอนาคต

ก็ให้กำลังใจ ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะส่งใครมาจะเป็นแคนดิเดตนายก ฯ  สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประชาชน คือ  มีแคนดิเดตนายก ฯ ที่มีความรู้ ความสามารถและพร้อมที่จะเข้ามาบริหารประเทศ  ส่วนที่พรรคเพื่อไทยประกาศเป็นฝ่ายค้านอิสระและไม่เป็นฝ่ายค้านร่วมกับพรรค ปชน. มองว่า หน้าที่ฝ่ายค้าน ต่างคนต่างทำหน้าที่ได้ ใครที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาลก็ถือว่าเป็นพรรคฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยก็ทำหน้าที่ของเขาได้อย่างเต็มที่  

อีกเรื่องหนึ่ง  นายชีวะภาพ ชีวะธรรม  สว. ในฐานะประธาน กมธ. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบโรงงานแป้งมันใน จ.นครราชสีมา ที่มีชื่ออดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่แล้วเป็นจำเลย ว่า  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงแล้ว  เราได้ข้อสรุปว่ามีการละเว้นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่ไปอำนวยความสะดวกเรื่องคำพิพากษา ซึ่งจากคำพิพากษาเมื่อปี 2551 มีข้อตกลงประนีประนอมมาแล้ว 3 ข้อ ได้แก่ จำเลยจะต้องออกจากที่ดินดังกล่าว  ต้องฟื้นฟูบ่อบำบัด 8 บ่อ พื้นที่หลายร้อยไร่ และหากไม่สามารถดำเนินการได้ ต้องชำระเงิน 26 ล้านบาท  ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน แต่ก็ไม่ได้มีการบังคับคดี  ต่อมา ส.ป.ก. ไปลงนามอนุญาตให้ใช้ที่ดินกับวิสาหกิจชุมชนแห่งหนึ่งเข้ามาดำเนินการ  

“…มีเงื่อนไขในการอนุญาตเขียนไว้ว่าจะต้องไม่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดมาใช้ประโยชน์ที่ดินตรงนั้น แต่ปัจจุบัน โรงงานยังใช้ที่ดินจำนวน 7 บ่อบำบัดใช้มาปกติจำนวน 20 ปีแล้ว ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ชัดเจน วันนี้เมื่อถูกเพิกถอนแล้วจะต้องเอากลับคืนมา  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ ส.ป.ก. กับกรมป่าไม้ ควรจะต้องกลับมาเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ที่ดิน 47 ไร่ตรงนี้อยู่ที่ไหน กรมป่าไม้ต้องทำการชี้ขาด ถ้าเป็นโรงงานก็ต้องรื้อออก

วันนี้ชัดเจนว่าไม่ได้ทำตามเงื่อนไข เป็นการละเมิด จะรีบสรุปเรื่องทั้งหมดส่งไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรัฐบาล อดีตรัฐมนตรีในพรรคเพื่อไทย  มีชื่ออยู่เป็นจำเลยที่ 3 ในคดี เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งก็ต้องส่ง ป.ป.ช.พิจารณาด้วย เพราะเราเห็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และยังมีอะไรซับซ้อนอีก…”