สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ว่ามาตรการคว่ำบาตรรัสเซียฉบับที่ 19 ของสหภาพยุโรป (อียู) นับตั้งแต่สงครามในยูเครนปะทุเมื่อปี 2565 ครอบคลุมบริษัทต่าง ๆ รวมถึงธนาคารและผู้ค้าในจีน อินเดีย และอีกหลายประเทศ ซึ่งอียูกล่าวหาว่า ช่วยเหลือรัสเซียหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
ภายใต้ข้อเสนอซึ่งต้องได้รับการอนุมัติจากทั้ง 27 ประเทศสมาชิก คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) มีเป้าหมายที่จะยุติการซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จากรัสเซีย ภายในเดือน ม.ค. 2570 ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ยกย่องมาตรการนี้ว่าเป็น “ก้าวสำคัญ” ที่จะเพิ่มแรงกดดันต่อกลไกสงครามของรัสเซีย และส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม
นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานอีซี กล่าวว่า เศรษฐกิจสงครามของรัสเซียได้รับการสนับสนุน ด้วยรายได้จากเชื้อเพลิงฟอสซิล และอียูต้องการลดรายได้เหล่านี้
Russia is showing the full extent of its contempt for diplomacy and international law.
— Ursula von der Leyen (@vonderleyen) September 19, 2025
So we're increasing the pressure.
With our 19th package of sanctions covering energy, financial services and trade restrictions ↓ https://t.co/uW7HuZp3br
สำหรับมาตรการคว่ำบาตรใหม่นี้เกิดขึ้น ขณะที่สหรัฐกดดันอียูให้ยุติการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากรัสเซีย เช่นเดียวกับอียูที่พยายามโน้มน้าวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ให้ใช้มาตรการที่เข้มงวดยิ่งขึ้นกับรัฐบาลมอสโก
นางคาจา คัลลัส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป กล่าวว่า อียูเลื่อนกำหนดเดิมในการยุติการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวจากรัสเซียไปอีก 12 เดือน จากปลายปี 2570 เป็นปลายปี 2569 เพื่อให้แน่ใจว่า รัฐบาลมอสโก “มีราคาที่ต้องจ่าย” สำหรับการรุกรานยูเครน
ขณะเดียวกัน มาตรการดังกล่าวยังมุ่งหมายจะขึ้นบัญชีดำเรืออีก 118 ลำใน “กองเรือเงา” ซึ่งเป็นเรือบรรทุกน้ำมันเก่า ที่รัสเซียใช้เพื่อหลบเลี่ยงข้อจำกัดการส่งออกน้ำมัน รวมถึงบริษัทอีก 45 แห่งที่ถูกกล่าวหาว่า ให้การสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมการทหารของรัสเซีย.
เครดิตภาพ : AFP



