เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ที่ท่าเรือระนอง จ.ระนอง นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า กทท. จัดพิธีเปิดโครงการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) เส้นทาง จีน-สปป.-ลาว–ไทย-เมียนมา-กลุ่ม BIMSTEC (ไทย อินเดีย เมียนมา ศรีลังกา บังกลาเทศ ภูฏาน และเนปาล) เพื่อประชาสัมพันธ์เส้นทางการขนส่งสินค้าที่สามารถเชื่อมโยงการขนส่งหลายรูปแบบทั้งทางรถบรรทุก ทางรถไฟ และทางเรือเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ และเป็นการสร้างสะพานเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้ากับกลุ่มประเทศ BIMSTEC ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 2 พันล้านคน รวมทั้งเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับท่าเรือระนอง ในการทำรายได้ให้กับ กทท. และรองรับปริมาณตู้สินค้าให้เต็มขีดความสามารถประมาณ 3 หมื่นตู้ต่อปี

นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน และภาครัฐ นำโดยบริษัท ไทยทรานสปอร์ต เซ็นเตอร์ จำกัด ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ได้แก่ บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท Ever Flow River Group Public Co., Ltd. จากเมียนมา และบริษัท เอสพีที สมาร์ท ครีเอชั่น จำกัด เพื่อจัดหาสินค้าทั้งนำเข้า-ส่งออก และรวมตู้สินค้า ขนส่งทางเรือในครั้งเดียวกัน ทำให้ช่วยลดต้นทุนในการขนส่ง และเพิ่มปริมาณการขนส่งตู้สินค้าท่าเรือระนองให้เพิ่มมากขึ้น

ในโอกาสนี้ได้เปิดการขนส่งเที่ยวปฐมฤกษ์จากท่าเรือระนองไปยังท่าเรือย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ระยะแรกเริ่ม 2 เที่ยว/เดือน (ไป-กลับ) จากนั้นจะปรับเพิ่มเป็น 1 เที่ยว/สัปดาห์ (ไป-กลับ) และกลางปี 2569 จะขยายการส่งสินค้าไปยังบังกลาเทศ และอินเดีย เป็นการยกระดับท่าเรือระนองสู่ประตูการค้าแห่งอันดามัน เปิดโอกาสให้สินค้าจากจีนตอนใต้ สปป.ลาว และไทย เข้าสู่ตลาด BIMSTEC ได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น

นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ท่าเรือระนอง เป็นท่าเรือของภาครัฐเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลอันดามัน โครงการนี้จะทำให้ท่าเรือระนองเป็นพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) ให้กับโครงการแลนด์บริดจ์ของภาครัฐวงเงินกว่า 9 แสนล้าน ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย  อาทิ การเชื่อมโยงการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ, ระบบดิจิทัลและระบบการจัดการของกรมศุลกากร สำหรับการขนส่งสินค้าจากจีนตอนใต้มาที่ท่าเรือระนอง มีทั้งเส้นทางถนนตรงมายังท่าเรือระนอง และเส้นทางผสมระหว่างราง-ถนน โดยขนส่งทางรางผ่าน สปป.ลาว เข้าสู่ จ.ชุมพร ก่อนถ่ายสินค้าลงรถบรรทุกมายังท่าเรือระนอง ระยะเวลาเพียง 2-3 วันเมื่อเทียบกับเส้นทางเรือที่ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม การขนส่งสินค้าจากท่าเรือระนองไปยังท่าเรือย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ใช้เวลา 3 วัน จากปกติท่าเรือแหลมฉบังไปเมียนมา 12 วัน, ท่าเรือจิตตะกอง ประเทศบังกลาเทศ 4 วัน เดิม 13-15 วัน, ท่าเรือเจนไน ประเทศอินเดีย 5 วัน และท่าเรือโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา 7 วัน จากเดิม 14-21 วัน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการลดระยะเวลา และต้นทุนการขนส่งได้อย่างชัดเจน สามารถสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทย และต่างประเทศ

นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า ท่าเรือระนอง อยู่บริเวณแม่น้ำกระบุรี เข้ามาจากทะเลอันดามันประมาณ 28 กิโลเมตร (กม.) มีข้อจำกัดด้านร่องน้ำลึกอยู่ที่ประมาณ 8 เมตร เหมาะสำหรับเรือขนาดเล็กบรรทุกประมาณ 50-120 ตู้ ส่วนโครงการแลนด์บริดจ์ ที่จะสร้างท่าเรือใหม่ เป็นท่าเรือน้ำลึกที่ จ.ระนอง อีก 1 แห่ง อยู่บริเวณทะเลอันดามัน ร่องน้ำลึก 14 เมตร เน้นรองรับเรือขนาดใหญ่ 3 พัน-2 หมื่นตู้ ซึ่งทั้งสองท่าเรือนี้อยู่ห่างกัน 60 กม. ยืนยันว่าแลนด์บริดจ์ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อท่าเรือระนอง และท่าเรือทั้งสองแห่งไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อแข่งขันกัน แต่จะทำงานเสริมกัน และทำให้ท่าเรือระนองคึกคักมากขึ้น สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก และเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เลี่ยงช่องแคบมะละกาที่แออัดได้