ที่บริเวณอนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง  (เจ้าเมืองสุรินทร์คนแรก)  นายชำนาญ  ชื่นตา  ผวจ.สุรินทร์ เป็นประธานนำหัวหน้าส่วนราชการ และพี่น้องประชาชนชาวสุรินทร์  ประกอบพิธีแซนโฎนตา (สารทเดือนสิบ) หรือพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษของชาวพื้นเมืองสุรินทร์ที่พูดภาษาเขมรเป็นภาษาพื้นเมือง ซึ่งก็ร่วมอธิฐานขอพรบรรพบุรุษ ปกปักรักษา ผืนแผ่นดินไทยให้ร่มเย็น แข็งแกร่ง ป้องกันศัตรูอันเป็นภัยของแผ่นดิน

ประเพณีแซนโฎนตา เป็นประเพณีดั้งเดิมของ จ.สุรินทร์ ที่ประชาชนชาวสุรินทร์ได้ถือปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เป็นการทำบุญให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ให้ได้รับกุศลผลบุญ ที่ลูกหลานได้อุทิศให้ซึ่งตรงกับวันแรม 14 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี ชาวสุรินทร์จะพร้อมใจกัน หยุดภารกิจหน้าที่การงานทั้งหมด และนัดหมายไปรวมกัน ณ บ้านที่เป็นศูนย์กลางของครอบครัวส่วนใหญ่จะเป็นบ้านของผู้ที่อาวุโสที่สุดของครอบครัว พร้อมกับเตรียมเครื่องไหว้มาทำพิธีเซ่นหรือแซน หรือเซ่นไหว้  เช่นหัวหมู ไก่ เนื้อ ปลา ข้าวสาร ข้าวสวย ผลไม้ ขนมหวาน ขนมกระยาสารท ข้าวต้ม หมูและข้าวต้มหางยาว เพื่อไหว้บรรพบุรุษของตนเองที่ล่วงลับไปแล้ว ประเพณีแซนโฎนตา นอกจากเป็นการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ยังเป็นกุศโลบายของบรรพบุรุษ ที่มีจุดหมายให้ลูกหลาน ได้แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษผู้มีพระคุณ และมีโอกาสได้พบปะเครือญาติ เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ได้พึ่งพาอาศัยช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั้งยังมีความเชื่อว่า วันแซนโฏนตานี้ ถ้าลูกหลานคนใดไม่ได้ไม่ไปร่วมแซนโฎนตา โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วอาจไม่พอใจ ส่งผลให้การทำมาหากินประกอบอาชีพไม่ราบรื่น ไม่ก้าวหน้า จิตใจเป็นกังวลไม่เป็นสุข ความเชื่อนี้ ชาวจังหวัดสุรินทร์ส่วนใหญ่ จึงไปร่วมพิธีแซนโฏนตาที่บ้านบรรพบุรุษ หรือไม่ก็จัดพิธีแซนโฎนตาที่บ้านของตนทุกปี จากความสำคัญของวัฒนธรรมประเพณีที่ถือปฏิบัติมาอย่างยาวนานของชาวสุรินทร์

โดย แซนโฎนตา (วันสารทใหญ่) คือ แรม 14 ค่ำ เดือนสิบ (10) ปี 2568 ตรงกับ วันอาทิตย์ ที่ 21 ก.ย 2568 นี้ และเป็นวันที่ญาติพี่น้อง ภายในครอบครัว จะต้องไปร่วมกันทำบุญ โดยเชื่อว่า ยมบาลจะปล่อยวิญญาณออกมาในวันเวลาแตกต่างกันตามแต่ผลบุญที่ทำไว้ ใครถูกปล่อยออกมาก่อนก็จะได้รับอานิสงส์มากกว่าวิญญาณที่ถูกปล่อยทีหลัง

ดังนั้นในวันแรม 14 ค่ำ จึงเป็นการอ้อนวอนให้ยมบาลปล่อยวิญญาณออกมาให้หมดเพื่อให้มารับอานิสงส์ผลบุญด้วยตนเอง ที่ครอบครัวญาติพี่น้องได้ทำบุญและประกอบพิธีเซ่นไหว้ให้วิญญาณ จะได้ทุกข์ทรมานน้อยลง และเช้าวันถัดมาคือวันแรม 15 ค่ำ จะนำของไปทำบุญที่วัด ยังเชื่ออีกว่าหากไม่มีญาติพี่น้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ วิญญาณเหล่านั้นจะอดอยากทุกข์ทรมาน และอาจโกรธแค้นสาปแช่งผู้คนต่างๆ นานา การเซ่นไหว้ จึงเป็นการขอความคุ้มครองและอ้อนวอนให้บรรพบุรุษปกปักรักษาตนเองและครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุขด้วย  ตามความเชื่อของคนไทยพูดภาษาเขมรสุรินทร์