สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม มุ่งขับเคลื่อนแนวทางการบริหารจัดการ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมีเป้าหมายหลักในการให้ความสำคัญด้านประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความยั่งยืน ซึ่งครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายถือเป็นภาคเกษตรอุตสาหกรรมสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ด้วยพื้นที่ปลูกอ้อยกว่า 10 ล้านไร่ มีเกษตรกรกว่า 3 แสนครัวเรือน และโรงงานน้ำตาล 58 แห่ง ทั่วประเทศ สร้างรายได้รวมกว่า 1.8 แสนล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ไทยยังติดอันดับเป็น ผู้ส่งออกน้ำตาลและผลิตภัณฑ์อันดับที่ 2 ของโลก และคาดว่าจะยังคงรักษาอันดับไว้ได้ในปี 2568 โดยมีผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เช่น เอทานอล กระดาษจากชานอ้อย และไฟฟ้าชีวมวล เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน

‘ใบน้อย สุวรรณชาตรี’ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ระบุว่า อุตสาหกรรมนี้ไม่ใช่เพียงแหล่งรายได้ทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชน การมุ่งเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ เกษตรกร และภาคอุตสาหกรรม ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น และผลักดันให้เกษตรอุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สำหรับภาคเกษตร ไร่วิชากุล จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นไร่อ้อยที่ได้รับรางวัล ‘ชาวไร่อ้อยดีเด่น ที่มีการบริหารจัดการการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ประจำปี 2567’ บนพื้นที่กว่า 430 ไร่ ‘โสภิษดา วิชากุล’ เจ้าของไร่ กล่าวว่า ไร่อ้อยแห่งนี้เป็นต้นแบบของการจัดการแปลงแบบองค์รวม ตั้งแต่การวางแผนปลูก การพักแปลง สลับพืชหมุนเวียน การบำรุงรักษาดินและพันธุ์อ้อย จนถึงการเก็บเกี่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น เครื่องปลูกความเร็วสูง (Hi-Speed Planter) และ โดรนพ่นปุ๋ยทางใบ


นอกจากนี้ ยังมีการปลูกพืชพักดิน เช่น ปอเทือง ถั่วลิสง และข้าว เพื่อส่งเสริมความอุดมสมบูรณ์ของดินและลดการใช้สารเคมี ที่สำคัญคือการ หลีกเลี่ยงการเผา ทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งช่วยลดปัญหา ฝุ่นละออง PM2.5 ได้อีกทางหนึ่ง ไร่วิชากุลสามารถผลิตอ้อยได้สูงระหว่าง 15–20 ตันต่อไร่ และยังเป็นแปลงทดลองสายพันธุ์อ้อยให้ สอน. ใช้ทดลองกว่า 21 ชนิด ตอกย้ำถึงคุณภาพและประสิทธิภาพการผลิตที่เป็นเลิศ

ในส่วนของภาคอุตสาหกรรม ‘ชัยยุทธ เล็กอ่อง’ ผู้อำนวยการโรงน้ำตาลมิตรผลภูหลวง เครือกลุ่มมิตรผล เปิดเผยว่า มิตรภูหลวงให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน โรงงานแห่งนี้มุ่งเน้นการรับซื้อ อ้อยสด เพื่อลดปัญหาการเผาอ้อย ใช้กระบวนการผลิตที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการนำ นวัตกรรมสีเขียว มาใช้ควบคู่กับ พลังงานทดแทน อาทิ การนำใบอ้อยและชานอ้อยมาใช้ผลิตไฟฟ้า ตลอดจนการใช้ระบบบำบัดน้ำเสียและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งแนวทางเหล่านี้สะท้อนถึงความตั้งใจของกลุ่มมิตรผลในการสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม
สอดรับกับการก้าวสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมของกลุ่มมิตรผล โดยในปี 2567 สามารถออกแบบบรรจุภัณฑ์น้ำตาลที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้ทางธรรมชาติได้ถึง 95% และตั้งเป้าหมายให้ครบ 100% ภายในปี 2573 ในส่วนของการลดใช้พลาสติก บริษัทลดการใช้พลาสติกประเภท PETE ลง 10% ในผลิตภัณฑ์กลุ่มไซรัป และเริ่มใช้ rPE (Recycled Polyethylene) ในบรรจุภัณฑ์ภายนอกที่ไม่สัมผัสอาหารโดยตรง สำหรับบรรจุภัณฑ์กระดาษ มีการใช้กระดาษรีไซเคิลถึง 94% คิดเป็น 1,844 ตัน และลดการใช้กระดาษใหม่ได้ 114 ตัน อีกทั้งยังมีการขนส่งด้วยรถ ‘Tank Car’ รวม 2.8 แสนตัน ซึ่งช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกได้ถึง 264 ล้านถุง
นอกจากนี้ กลุ่มมิตรผลยังให้ความสำคัญกับการลด คาร์บอนฟุตพริ้นท์ ในผลิตภัณฑ์ และผลักดัน ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ รวมถึงบทบาทของพลังงานชีวมวลจากชานอ้อยและใบอ้อยในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล การดำเนินนโยบายขนส่งสีเขียวถูกนำมาขยายผลอย่างต่อเนื่อง ด้วยการทดลองใช้รถหัวลากไฟฟ้า ขยายเส้นทางส่งสินค้าใกล้โรงงาน และพิจารณานำระบบขนส่งทางรถไฟมาใช้เพื่อลดมลภาวะในภาคโลจิสติกส์
การขับเคลื่อนทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันอย่างเปิดเผยและโปร่งใสของทุกภาคส่วน โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยให้ก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว อย่างมั่นคงและยั่งยืน



