หากพูดถึ “ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด” นับเป็นความหวังในการต่อสู้กับวิกฤติฝุ่นพิษ PM2.5 ที่คุกคามสุขภาพของคนไทยมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ ถูกร่างขึ้นมาเพื่อสถาปนา “สิทธิที่จะหายใจอากาศสะอาด” ให้เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน พร้อมทั้งวางโครงสร้างการจัดการปัญหามลพิษอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

แต่ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชน ว่าเราทุกคนจะได้หายใจได้อย่างดี กฎหมายสำคัญนี้ กลับต้องเผชิญกับอุปสรรคทางการเมืองครั้งใหญ่ เมื่อเกิดเหตุการณ์ “สภาล่ม” ขึ้นในระหว่างการพิจารณาเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 68 ที่ผ่านมา ทำให้ชะตากรรมของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังคงแขวนอยู่บนความไม่แน่นอน

กฎหมายที่มาจากการร่วมมือของทุกภาคส่วน

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนหลายล้านคนและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล คือเหตุผลหลักที่ทำให้ทุกฝ่ายมองเห็นตรงกันว่าต้องมีกฎหมายเฉพาะเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ณ สิ้นปี 2566 มีผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศแล้วกว่า 9.2 ล้านคน ขณะที่ธนาคารโลกประเมินว่าความเสียหายทางสุขภาพจาก PM2.5 ในปี 2562 มีมูลค่าสูงถึง 6% ของ GDP

ด้วยเหตุนี้ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด จึงไม่ได้เป็นของพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง แต่เกิดจากการหลอมรวมร่างกฎหมาย 7 ฉบับจากทั้งคณะรัฐมนตรี พรรคการเมืองสำคัญ และเครือข่ายภาคประชาสังคม สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักร่วมกันถึงความเร่งด่วนของปัญหานี้

สรุปสาระสำคัญที่ประชาชนควรรู้

ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มุ่งแค่การควบคุม แต่เป็นการสร้างกลไกที่ครบวงจรเพื่อจัดการปัญหามลพิษอย่างยั่งยืน โดยมีสาระสำคัญที่ประชาชนควรรู้ดังนี้
1.สิทธิที่จะหายใจอากาศสะอาด กฎหมายฉบับนี้จะรับรองว่าการหายใจในอากาศที่ไม่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพ คือสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน ประชาชนจึงมีสิทธิที่จะรับทราบข้อมูลคุณภาพอากาศและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย
2.โครงสร้างการบริหารใหม่ มีการจัดตั้ง “องค์การอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ” (อ.อ.ส.ส.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานและกำกับดูแลการแก้ปัญหา รวมถึงมีคณะกรรมการในระดับจังหวัดเพื่อดูแลในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

3.เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อจูงใจให้ผู้ก่อมลพิษลดการปล่อย ร่างกฎหมายเสนอให้มีการจัดตั้ง “กองทุนอากาศสะอาด” ซึ่งมีที่มาจากภาษีมลพิษหรือค่าธรรมเนียมจากผู้ก่อมลพิษ เพื่อนำเงินไปใช้ฟื้นฟูเยียวยาและวิจัย
4.ควบคุมแหล่งกำเนิดและมลพิษข้ามแดน กฎหมายครอบคลุมการควบคุมมลพิษจาก 7 ภาคส่วนหลัก ตั้งแต่อุตสาหกรรม การคมนาคม ไปจนถึงการเกษตร นอกจากนี้ยังกำหนดให้ผู้ก่อมลพิษจากนอกประเทศที่สร้างความเสียหายในไทย ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายด้วย
5.บทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับผู้ฝ่าฝืน กฎหมายกำหนดบทลงโทษที่จริงจัง ทั้งความรับผิดทางแพ่ง (ชดใช้ค่าเสียหาย) และโทษอาญาที่มีทั้งจำคุกและปรับสูงถึง 50 ล้านบาท เพื่อให้การบังคับใช้มีประสิทธิภาพ

“สภาล่ม” ชะตากรรมกฎหมายเพื่อประชาชนจึงไม่แน่นอน

แม้จะผ่านการพิจารณามานานกว่า 1 ปี 8 เดือน แต่การพิจารณาในวาระที่ 2 เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 กลับต้องหยุดชะงักลงจากเหตุการณ์ “สภาล่ม” เนื่องจากมีองค์ประชุมไม่ครบระหว่างการลงมติ สส. หลายคนขาดประชุม โดยเฉพาะ สส. จากพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ที่เป็นผู้เสนอร่างนี้ด้วย

เหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนให้เกิดการโต้เถียงทางการเมืองอย่างดุเดือด โดย ฝ่ายรัฐบาล วิจารณ์พรรคเพื่อไทยว่าขาดความรับผิดชอบและไม่ให้ความสำคัญกับการประชุม ในขณะที่ พรรคเพื่อไทย โต้แย้งว่าการรักษาองค์ประชุมเป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาล และตั้งข้อสังเกตว่าการ “สภาล่ม” อาจเป็นความตั้งใจเพื่อหลีกเลี่ยงการอภิปรายประเด็นอื่นที่อาจกระทบต่อรัฐบาล

ไม่ว่าความขัดแย้งเบื้องหลังจะเป็นอย่างไร ผลลัพธ์ที่ตามมาคือความหวังของประชาชนที่ต้องการมีอากาศสะอาด ต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด และยังคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ความขัดแย้งทางการเมืองจะส่งผลให้กฎหมายสำคัญฉบับนี้ ต้องเผชิญกับชะตากรรมอย่างไรในอนาคต..