สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ว่า นายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.การคลังสหรัฐ กล่าวถึงภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาล ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา ว่ามีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และตลาดแรงงานของอเมริกาที่กำลังขับเคลื่อน
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐ ขยายตัว 3.8% เมื่อไตรมาสที่สองของปีนี้ เมื่อเทียบแบบรายปี ซึ่งยังอยู่ในระดับที่คาดการณ์
The Radical Left’s shutdown is about forcing through a $1.5 trillion spending spree. That is nearly as big as the Biden Administration’s failed Inflation “Reduction” Act, which instead triggered the worst inflation in 50 years.
— Treasury Secretary Scott Bessent (@SecScottBessent) October 2, 2025
President Trump’s economy has been steadily growing… pic.twitter.com/t5gQ8GeCAY
อย่างไรก็ตาม ตลาดแรงงานยังคงเป็นหนึ่งในภาคส่วนเปราะบางที่สุดของเศรษฐกิจ โดยการจ้างงานภาคเอกชนลดลง 32,000 ตำแหน่ง เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา สะท้อนถึงการชะลอตัวของการจ้างงาน แม้จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ยังคงทรงตัวเป็นส่วนใหญ่ แต่การประกาศเลิกจ้างของภาคเอกชนนับตั้งแต่ต้นปีนี้ สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
Treasury Secretary Bessent says U.S. GDP could take a hit from the government shutdown https://t.co/VR7ygZwlAC
— CNBC (@CNBC) October 2, 2025
ด้านทำเนียบขาวและพรรคเดโมแครตยังคงกล่าวโทษกันไปมา ว่าอีกฝ่ายเป็นต้นเหตุของการชัตดาวน์ครั้งนี้ ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกันโดยเดอะ วอชิงตัน โพสต์ พบว่า 47% ของกลุ่มตัวอย่าง มองว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ และพรรครีพับลิกัน เป็นต้นเหตุของการชัตดาวน์ครั้งนี้ ส่วนอีก 30% มองไปที่พรรคเดโมแครต
ทว่าผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยเดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส ซึ่งจัดทำในช่วงเวลาเดียวกัน ระบุว่า สองในสามของผู้ตอบแบบสอบถาม มองว่า พรรคเดโมแครตไม่ควรชัตดาวน์รัฐบาล.
เครดิตภาพ : AFP



