สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ว่า นายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.การคลังสหรัฐ กล่าวถึงภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาล ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา ว่ามีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และตลาดแรงงานของอเมริกาที่กำลังขับเคลื่อน


ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐ ขยายตัว 3.8% เมื่อไตรมาสที่สองของปีนี้ เมื่อเทียบแบบรายปี ซึ่งยังอยู่ในระดับที่คาดการณ์


อย่างไรก็ตาม ตลาดแรงงานยังคงเป็นหนึ่งในภาคส่วนเปราะบางที่สุดของเศรษฐกิจ โดยการจ้างงานภาคเอกชนลดลง 32,000 ตำแหน่ง เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา สะท้อนถึงการชะลอตัวของการจ้างงาน แม้จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ยังคงทรงตัวเป็นส่วนใหญ่ แต่การประกาศเลิกจ้างของภาคเอกชนนับตั้งแต่ต้นปีนี้ สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19


ด้านทำเนียบขาวและพรรคเดโมแครตยังคงกล่าวโทษกันไปมา ว่าอีกฝ่ายเป็นต้นเหตุของการชัตดาวน์ครั้งนี้ ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกันโดยเดอะ วอชิงตัน โพสต์ พบว่า 47% ของกลุ่มตัวอย่าง มองว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ และพรรครีพับลิกัน เป็นต้นเหตุของการชัตดาวน์ครั้งนี้ ส่วนอีก 30% มองไปที่พรรคเดโมแครต


ทว่าผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยเดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส ซึ่งจัดทำในช่วงเวลาเดียวกัน ระบุว่า สองในสามของผู้ตอบแบบสอบถาม มองว่า พรรคเดโมแครตไม่ควรชัตดาวน์รัฐบาล.

เครดิตภาพ : AFP