วังน้ำวนนี้เกิดจากกระแสน้ำขึ้นลง จะมีขนาดใหญ่ที่สุดในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำขึ้นสูง โดยจะมีเสียงคำรามกึกก้องท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่ไหลด้วยความเร็วถึง 15 – 20 กิโลเมตร/ชั่วโมง สมกับที่เป็นหนึ่งในสามกระแสน้ำขึ้นน้ำลงที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ปรากฏการณ์กระแสน้ำวนนี้จะมีให้เห็นวันละ 2 ครั้งในเวลาน้ำขึ้นและน้ำลง และช่วงที่เหมาะสมเป็นพิเศษในการชมปรากฏการณ์นี้คือปลายเดือนมีนาคมจนถึงปลายเดือนเมษายน การชมกระแสน้ำวนนั้นมีอยู่ 2 วิธี วิธีแรกคือล่องเรือชมกระแสน้ำวน “คันโจเซ็น” ไปชมใกล้ ๆ จุดที่เกิดกระแสน้ำวน อีกวิธีคือเดินไปตามทางเดิน “อุซุโนะมิจิ” เพื่อชมภาพกระแสน้ำวนด้านล่างผ่านพื้นกระจกในห้องชมวิว
ไม่ใช่แค่ในท้องทะเลเกาะชิโกกุยังขึ้นชื่อเรื่องธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อากาศค่อนข้างอบอุ่นจึงมีพืชพักให้ทานได้ตลอดทั้งปี ที่นี่จึงมีเมนูเด็ดอย่าง “อุด้ง” มีโชยุรสชาติดั้งเดิม มีความเขียวชอุ่มของต้นไม้ในขุนเขา มีเส้นทางจาริกแสวงบุญที่ยาวนานถึง 1,200 ปีไปยังวัด 88 แห่ง บริเวณโดยรอบยังมีเกาะเล็กเกาะน้อยที่มีมนต์เสน่ห์น่าค้นหา


จุดเด่นอีกอย่างของโทคุชิมะที่เป็นภาพจำของผู้คนคือ ศิลปะการร่ายรำในท้องถิ่น “อาวะโอโดริ” ซึ่งจัดขึ้นในฤดูร้อนเป็นประจำทุกปี การร่ายรำในเทศกาลบงโอโดริ ที่สืบทอดมาแต่อดีตเป็นเวลายาวนานกว่า 430 ปี โดยจะจัดให้มีขึ้นเป็นเวลา 4 วัน ระหว่าง 12-15 สิงหาคมของทุกปี ในแต่ละปีมีผู้เข้าชมงานมากถึง 1,300,000 คน ภายในงานจะเต็มไปด้วยหญิงชายกว่า 1,000 คนในชุดเครื่องแต่งกายเหมือน ๆ กัน ที่จะร่ายรำด้วยท่าทางอันเป็นเอกลักษณ์พร้อม ๆ กับค่อย ๆ เคลื่อนขบวนไปข้างหน้า หากมาไม่ตรงกับช่วงเทศกาลก็ยังมีให้ชมที่ “อาวะโอโดริ ไคคัง” ตลอดทั้งปี มีการสาธิตการร่ายให้ชมวันละ 5 รอบ ซึ่งตอนจบการแสดงก็จะมีช่วงให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมร่ายรำไปด้วยกัน
ค่อนไปทางทิศเหนือของโทคุชิมะ มีแม่น้ำสายใหญ่มีความยาวทั้งสิ้นถึง 194 กิโลเมตรชื่อ “แม่น้ำโยะชิโนะ” ในอดีตเคยเกิดน้ำท่วมและล้นฝั่งอยู่หลายครั้ง จนถูกนับเป็นหนึ่งในสามแม่น้ำที่เชี่ยวกรากที่สุดในญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันกระแสน้ำสงบนิ่งมากขึ้น และในฤดูร้อนจะคึกคักไปด้วยผู้คนที่มาตั้งแคมป์และมาเล่นกิจกรรมทางน้ำ อย่างการพายเรือคายัคและล่องแก่ง
นอกจากแม่น้ำแล้วยังมีบ้านเรือนของพ่อค้าวาณิชย์ที่ขายผ้าย้อมครามแบบ “ไอโซะเมะ” ที่เมืองวะคิมะจิ เหมาะกับการมาเดินเที่ยวเล่นเพลิน ๆ หรือจะรอชมวิวพระอาทิตย์ยามเย็นจากสะพานที่จะจมอยู่ใต้น้ำเมื่อเวลาน้ำขึ้นอย่างสะพานวะคิมะจิเซ็นซุยเคียว ระหว่างที่พระอาทิตย์ค่อยๆ จมหายไปในแม่น้ำโยะชิโนะ


มีแม่น้ำแล้วต้องมีภูเขาด้วย “ภูเขาบิซัง” อยู่ห่างออกไปทางนอกตัวเมืองโทคุชิมะ เมื่อขึ้นไปบริเวณเนินสูงสามารถมองลงไปเห็นวิวเมืองแบบพาโนรามา ใกล้ ๆ ยอดเขามี “สวนสาธารณะบิซัง” ส่วนเชิงเขาเป็นย่านที่เต็มไปด้วยวัดวาอารามและศาลเจ้า เช่น ศาลเจ้าคะซุงะ และ วัดกังโจจิ มีแหล่งตาน้ำธรรมชาติบิซัง หากขึ้นกระเช้าไฟฟ้าบิซังจากชั้น 5 ของอาวะโอะโดะริ ไคคัง ก็จะสามารถขึ้นไปถึงยอดเขาได้ในเวลาเพียง 7 นาที
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบบรรยากาศโรแมนติก“หุบเขาอิยะ” คือคำตอบ ที่นี่คือหนึ่งในสามสถานที่อันซีนหรือสถานที่เร้นลับที่ยังไม่ค่อยมีผู้มาเยือนของญี่ปุ่น เป็นหุบเขาที่มีแม่น้ำโยชิโนะไหลผ่านกลาง นักท่องเที่ยวสามารถชื่นชมต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวชอุ่มในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน และดื่มด่ำกับภูเขาสีสันสวยงามด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน โดยมี “สะพานคาซึระบาชิ” สะพานแขวนที่สร้างจากเถาวัลย์ สามารถมองลงมาเห็นแม่น้ำอยู่ใต้ฝ่าเท้าชวนให้หวาดเสียว เหมาะสำหรับให้คู่รักได้ข้ามผ่านไปด้วยกัน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นอกจากนี้บริเวณใกล้ๆ กันยังมีที่ให้ขี่จักรยานเล่นได้อีกด้วย


นอกจากสะพานแห่งรักแล้ว อีกจุดที่ต้องไปแวะเช็คอินคือ “รูปปั้นโชเบ็งโคะโซ” รูปปั้นเด็กชายยืนฉี่อยู่ริมหน้าผาสูง สร้างขึ้นจากเรื่องเล่าในอดีตที่เด็ก ๆ และนักเดินทางเคยมาท้าทายความกล้ากัน ณ จุดนี้ ไม่เพียงท่านั้นที่หุบเขาอิยะยังมีอนเซ็นท่ามกลางทิวทัศน์งดงามให้เลือกเข้าพักเพื่อแช่อนเซ็นท่ามกลางธรรมชาติที่โอบล้อมอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว
ขณะที่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีมาเยือน การขึ้น “กระเช้าลอยฟ้าไทริวจิ” ที่ยาวที่สุดในภูมิภาคตะวันตกของญี่ปุ่น เพื่อขึ้นไปยัง “วัดไทริวจิ” วัดอันดับที่ 21 จาก 88 สถานที่แสวงบุญของชิโกกุ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ห้ามพลาดเพราะป่าเบื้องล่างที่กระเช้าข้ามผ่านจะเต็มไปด้วยสีสันของช่วงใบไม้เปลี่ยนสี


แต่สำหรับฤดูหนาวการล่องเรือชมวิ “หุบเขาโอโบเคะ” เป็นอีกไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด เพราะแม่น้ำโยชิโนะที่ไหลผ่านหุบเขาที่สองข้างทางมีหินกรวดมนและหินชีสต์ที่ผ่านการกัดเซาะมายาวนาน ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลนขณะที่แม่น้ำเป็นสีเขียวมรกต ใครที่กลัวว่าจะหนาวไม่ต้องกังวลเพราะ “เรือโคะทัตสึ” เรือพร้อมโต๊ะอุ่นขาแบบญี่ปุ่น จะช่วยให้ฤดูหนาวนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่น
จังหวัดโทคุชิมะสามารถเดินทางด้วยถบัสจากโอซาก้าใช้เวลาราวสองชั่วโมงครึ่ง หรือจะมาตั้งต้นที่ท่าเรือวากายามะข้ามฝั่งด้วยเรือนันไกเฟอรี่มาที่ท่าเรือโทคุชิมะ โดยสามารถใช้บัตรเครดิตแตะจ่ายค่าโดยสารได้โดยไม่ต้องซื้อบัตร ข้ามไปแล้วหาซื้อโทคุชิมะบัสพาส บัตรขึ้นรถบัสโดยสารแบบไม่จำกัดจำนวนเที่ยวในเวลา 2 วัน หากอยู่นานกว่านั้นแนะนำนันไก/โทคุชิมะฟรีพาส สามารถใช้ได้ทั้งรถไฟนันไก เรือเฟอรี่ รวมถึงใช้เดินทางระหว่างสนามบินคันไซและจังหวัดโทคุชิมะด้วยรถบัสของโทคุชิมะ และใช้เที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวได้ถึง 5 วัน



