ไทยเบฟฯ เปิดแนวคิดธุรกิจ ‘ต้องเข้าใจ-คิดครบ’ รับมือวิกฤตโลก

เริ่มจาก นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์โลกที่เปลี่ยนไป ภาคเอกชนเน้นการบริหารการเปลี่ยนแปลง เพราะโลกเปลี่ยน  ซึ่งโลกใบนี้มีความเชื่อมโยงกัน และความสัมพันธ์กันในทุกๆมิติ เมื่อยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐ มีนโยบายเริ่มมองถึงบทบาทของตนเอง ซึ่งไม่แปลก เพราะโลกใบนี้ มีสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงอยู่อย่างหนึ่ง ก็คือ เรื่องบริบทการเมืองเป็นเรื่องของโลคอล เราค้าขายและเชื่อมโยงไปทางด้านเศรษฐกิจอื่นๆ

ฉะนั้นเมื่อมีการโหวตให้คะแนนเสียง เราในฐานะเอกชน ชาวโลกยังหวังให้สหรัฐ นำพาโลกใบนี้ให้เติบโตอย่างมีศักยภาพทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ และสังคมอย่างไร ในบริบททุกคน มีข้อจำกัด หากมองตนเองมากกว่าในครอบครัวก็จะเกิดผลกระทบไม่มากก็น้อย เพราะว่า เราไม่ได้มองศักยภาพของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง จึงอาจต้องหันกลับมามองในมุมที่มาจากตนเอง และจริงๆต้องยอมรับว่า โควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อเงินการคลังเกือบทุกประเทศถูกใช้ไปในด้านคุณภาพชีวิตและความอยู่รอดของทุกๆเศรษฐกิจ ฉะนั้นเมื่อเงินถูกดูดไปใช้ก็มีผลกระทบตามมาทุกรูปแบบ

อย่างไรก็ตามยังคาดหวังการเงินการคลังของโลกยังมีผลที่เสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ประชากร 8,000 กว่าล้านคนทั่วโลก เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในการขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจ เสริมสร้างการค้าการลงทุน และคุณภาพชีวิตที่ดีในบริบท ทั้งครอบครัว องค์กร ที่เชื่อมโยงในทุกภาคส่วน

“โลกเปลี่ยนจริงๆ เราจะปรับกันอย่างไรต้องมาคุยกันให้เยอะและปรับตัวกันให้เร็ว เพื่อเสริมสร้างโอกาสและศักยภาพของทุกคน”   

สำหรับไทยเบฟ มองว่า ยุคนี้ทำให้เราต้องเข้าใจ และคิดครบ แม้จะยาก เพราะเราไม่รู้และเข้าใจทุกเรื่อง แต่เราได้รวบรวมข้อมูลจากสิ่งที่มีอยู่เข้าในในบริบทสิ่งที่อยู่รอบตัว และการคิดครบเป็นเรื่องสำคัญ เพราะโลกธุรกิจมีเรื่องราวให้ทบทวนมากมาย แต่สิ่งที่ผู้บริหารและทีมงานรอคำตอบหลายๆอย่างจากเรา คือ ต้องตัดสินใจให้ดี และรวดเร็ว กล้าตัดสินใจ และกล้าปรับเปลี่ยน แม้ทุกการตัดสินใจมีผลกระทบแต่อยู่ในเกณฑ์ที่ประเมินว่ายอมรับได้

“สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการแต่ละรายประสานกันแล้วเชื่อมโยงเพื่อพัฒนาในอุตสาหกรรมนั้นๆ ให้เกิดมิติของการพัฒนาที่ก้าวไปสู่อีกขั้น  และสุดท้ายผมขอนำน้อมนำบทพระราชนิพนธ์ พระมหาชนก ล้นเกล้ารัชกาลที่ 9  สามประโยคสั้นๆ ที่ว่า “ขอจงมีความเพียรที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม และกำลังกายที่สมบูรณ์” เป็น 3 ประโยคที่ครบจะนำพาโอกาสให้ทุกคนมีความเจริญก้าวหน้า รองรับการเปลี่ยนแปลงได้ทุกสถานการณ์”  

“ศุภชัย” ชี้โลกเปลี่ยนโอกาสไทยตั้งฮับกรีนไฟแนนซ์ซิ่ง ดึงต่างชาติลงทุน

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด กล่าวว่า ต้องยอมรับความจริงว่า วันนี้มหาอำนาจในโลกทางด้านเศรษฐกิจ ด้านการทหาร ด้านการเงิน มี 2 ประเทศระหว่างสหรัฐ จีน ที่เป็นความจริงและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเมื่อเป็น 2 ขั้ว การปรับตัวของทั้ง 2 ประเทศ กระทบทั้งโลก และเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศนี้รวมกันเท่ากับ 50% ของจีดีพีโลก

ในอดีตไทยเริ่มตั้งมาบตาพุดและทำเรื่องปิโตรเคมี มีการตั้งกำแพงภาษีนำเข้า 40% เพื่อสร้างให้อุตสาหกรรมในประเทศเราเกิดขึ้นได้นำเข้าเม็ดพลาสติกราคาถูกเข้ามาทำลายตลาด แต่วันนี้กลับกันสหรัฐตั้งกำแพงภาษีขึ้นมากั้นการนำเข้าเมล็ดพลาสติกเพื่อให้สร้างทรัพยากรสร้างศักยภาพการผลิตในประเทศตนเอง และการผลิตด้านอื่นๆ ซึ่งคงไม่สำเร็จทุกด้านแต่เกิดขึ้นแล้ว เพราะสหรัฐอยู่ในภาวะหนี้สูง ขาดดุลการค้าสูง งบประมาณรัฐ โครงสร้างพื้นฐานต่อปีเริ่มช้า

ฉะนั้นการปรับตัวครั้งนี้ทำให้ระบบซัพพลายเชนทั้งโลกเปลี่ยน และเราได้รับผลกระทบโดยตรง จากการขึ้นกำแพงภาษี จากที่ผ่านมาการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมาไทยเกือบทั้งหมดไม่มีภาษี แต่เราส่งออกสินค้าไปสหรัฐจ่ายภาษี 19% และสหรัฐลดดอกเบี้ย จ่ายดอกเบี้ยน้อยลงเพราะเป็นหนี้เยอะ ขณะเดียวกันเมื่อลดดอกเบี้ยเงินดอลลาร์จะอ่อนลง เงินบาทแข็งขึ้น หมายความว่าสหรัฐเตรียมตัวส่งออกสินค้า

ทั้งนี้ในมุมของประเทศไทยเราต้องมองว่า ในวิกฤติมันมีโอกาส จากระบบซัพพลายเชนโลกกำลังเปลี่ยน อย่างกรณีของจีน คือ การที่ไม่เอาความเสี่ยงทั้งหมดของการผลิตอยู่ในตะกร้าของจีน หลายบริษัทขยับตัวออกมานอกจีน รวมทั้งจีนเองด้วย และการที่สหรัฐเข้าสู่ยุคโกลบอลไลเซชั่นจีนผลักการลงทุนออกนอกประเทศด้วย ทำให้เราได้รับอานิสงส์อย่างมากจากเรื่องนิคมอุตสาหกรรม การผลิต เทคโนโลยี ต่างๆ รวมทั้ง อีวีไหลออกจากจีนมาที่ประเทศไทย

ในเวลาเดียวกันจะเห็นว่า บริษัทจากสหรัฐก็เข้ามาตั้งฐานผลิตเพราะมองว่าตลาดอาเซียนเติบโตได้ดี อีกทั้งจีนเองเมื่อใช้เทคโนโลยีสหรัฐโดยตรงไม่ได้ก็มาใช้ผ่านประเทศในอาเซียน เช่น ไทย มาเลเซีย จึงมีการย้ายดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามา จากมาเลเซียที่ยังเป็นฐานการผลิตสำคัญ เพียงแต่พลังงานในต้นทุนต่ำเริ่มหมด จึงย้ายเข้ามาเมืองไทย ซึ่งในด้านห่วงโซ่อุปทานของไทยก็เปลี่ยนอีก ให้เกิดคำถามต่อไปว่าพลังงานพอหรือไม่ พลังงานสะอาด เพียงพอหรือไม่

“ถ้าเกิดเราคิดจะเป็นฮับมันจะไม่เพียงพอเพราะ 15 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีเพียง 100-150 เมกะวัตต์ แต่บริษัทที่เข้ามาเมืองไทยจะเข้ามารูปแบบกิกะวัตต์หรือ 1,000 เมกะวัตต์ หรือ 3,000 เมกะวัตต์ ฉะนั้นการตอบโจทย์ในเรื่องนี้ทั้งเรื่องของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เรื่องน้ำ ไฟ เข้ามาเป็นห่วงโซ่ ส่วนจีนที่ย้ายเข้ามาในนิคมอุตสาหกรรมเริ่มเพิ่มสัดส่วนการผลิตด้านอีวี อิเล็กทรอนิกซ์ ซึ่งเป็นโอกาสของประเทศเช่นกัน”

แต่ทั้งหมดนี้นอกเหนือจากเข้ามาจ่ายค่าน้ำค่าไฟ แล้ววัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ห่วงโซอุปทานที่เหลือ หากไม่มีการเข้ามา สามารถพึ่งพาจากเอสเอ็มอีไทยได้หรือไม่ เป็นโจทย์ต่อไปที่จะต้องมอง แม้จะเป็นวิกฤต แต่ก็เป็นโอกาส โดยที่เอสเอ็มอีเราจะปรับตัวได้หรือไม่ ไทยสามารถจัดการเรื่องต้นทุน เรื่องไฟแนนซ์ และกรีนไฟแนนซ์ซิ่ง และพลังงานสะอาดได้หรือไม่ ซึ่งหากทำได้อย่างอื่นก็จะตามมาเอง

อย่างไรก็ตาม หากเราต้องการเป็นฮับด้านกรีนไฟแนนซ์ซิ่งทำได้จากการส่งเสริงเรื่องดอกเบี้ย โดยภาครัฐสามารถตั้งกองทุนหรือหน่วยงาน ให้กรีนไฟแนนซ์ซิ่งดอกเบี้ยลดลงเพื่อเป็นต้นทุนที่ลดลง เป็นแรงจูงใจให้ทุกคนมาตั้งฐานการผลิตในไทย ได้ต้นทุนการเงินลดลง รวมไปถึงการช่วยให้เอสเอ็มอีของไทยปรับตัว จากการลงทุนอัพเกรดใหม่ขึ้นมาให้สอดคล้องกับห่วงโซอุปทานที่เหมาะสมกับโลก และเชื่อว่าสถาบันการเงินจากทั่วโลกก็ยินดีที่จะให้กรีนไฟแนนซ์ซิ่งเช่นกัน จึงคิดว่าเป็นโอกาสของไทยทั้งเรื่อง พลังงานทดแทน ความยั่งยืน ต่างๆเป็นเรื่องที่ทั่วโลกต้องการ ซึ่งทุกวันนี้ต้นทุนเริ่มลดลงและหากดอกเบี้ยลดลงด้วยการผลัดเปลี่ยนหรือผลัดใบของระบบเศรษฐกิจเข้าสู่เศรษฐกิจของความยั่งยืนมันจะเร่งตัวเร็วขึ้นพร้อมๆกับการปรับห่วงโซ่อุปทานของโลก

เอสซีจี” พลิกธุรกิจตั้งรับโลกผันผวน อีเอสจีเรื่องสำคัญอย่ามองข้าม

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี  กล่าวว่า สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และซับซ้อนกำลังทำให้ทุกภาคธุรกิจต้องออกแบบซัพพลายเชนใหม่ ไม่เพียงแต่เพื่อความคุ้มค่าเชิงต้นทุน แต่ยังรวมถึงการตอบสนองต่อกฎระเบียบทางการค้า ข้อกำหนดด้านอีเอสจี และแรงกดดันจากประเทศคู่ค้า ปัจจุบันหลายประเทศกำหนดเงื่อนไขการเข้าถึงตลาด เช่น สัดส่วนที่ผลิตในประเทศต้นทาง หากสินค้าไทยสามารถแสดงให้เห็นสัดส่วนดังกล่าวเกิน 40% ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและสามารถส่งออกไปสหรัฐฯ โดยไม่ถูกเก็บภาษี แต่หากต่ำกว่าเกณฑ์ก็อาจถูกเรียกเก็บภาษีสูงถึง 40% ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญที่กระทบต่อการออกแบบซัพพลายเชนโดยตรง

ต้องยอมรับว่า วันนี้เรื่อง อีเอสจี ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ที่ธุรกิจเลือกทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่ได้กลายเป็น “ใบอนุญาตในการทำธุรกิจ” ไปแล้ว หากองค์กรไม่ปรับตัว คู่ค้าในอนาคตอาจไม่ซื้อสินค้าเลย หรืออาจถูกตัดออกจากซัพพลายเชนโลกในเวลาเพียง 3–6 เดือน   

ดังนั้นการปรับตัวต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันในซัพพลายเชนเพื่อยกระดับมาตรฐานอีเอสจีของทั้งระบบ แทนที่จะปล่อยให้แต่ละองค์กรต้องลองผิดลองถูกเอง หากมีบริษัทไหนทดลองแล้วไม่เวิร์ก ควรแชร์บทเรียนให้ผู้อื่นหลีกเลี่ยง และหากมีแนวทางที่เวิร์ก ก็ควรนำมาเผยแพร่เพื่อให้ทั้งห่วงโซ่อุปทานของประเทศแข็งแรงขึ้น เช่น ที่ผ่านมาเอสซีจีเคยทดลองติดตั้งโซลาร์เซลล์ แต่พบปัญหาต่างๆ ทั้งด้านความคุ้มค่าและความปลอดภัย เช่น กรณีเกิดไฟไหม้ หรือการใช้เอไอ และหุ่นยนต์ที่ในช่วงแรกมีต้นทุนสูง แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็พบว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มีศักยภาพและราคาที่เหมาะสมขึ้น บทเรียนที่เราได้คือ การลงทุนด้านเทคโนโลยีไม่ควรทำเพียงองค์กรเดียว แต่ควรเปิดให้ทดลอง แชร์ และเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อที่ว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามความผิดพลาดได้เร็วขึ้นและลดต้นทุนโดยรวม”

กลยุทธ์การปรับตัวของเอสซีจีมี 2 แกนหลัก ได้แก่

1. Clean Up Business ปิดธุรกิจที่ไม่เวิร์กหรือไม่สามารถทรานส์ฟอร์มได้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระ และโฟกัสเฉพาะธุรกิจที่ยังแข่งขันได้

2. สร้าง New Engine เดินหน้าลงทุนในธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ ESG และดีคาร์บอนไนซ์ เช่น พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก

“ ตอนนี้เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ “Perfect Storm” หรือพายุหลายลูกที่เข้ามาพร้อมๆกัน จากทั้งปัจจัยเศรษฐกิจโลก ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่เชื่อว่า หากสามารถกัดฟันสู้  และปรับตัวได้ในช่วง 1–2 ปีนี้ จะสามารถยืนหยัดและสร้างความแข็งแกร่งระยะยาว ธุรกิจไหนที่ไม่ใช่ เราก็ต้องปิดเร็วที่สุด เพื่อให้โฟกัสไปยังธุรกิจที่เป็นอนาคต และลงทุนในเครื่องยนต์ใหม่ ที่จะนำไปสู่การเติบโตใหม่ เราเชื่อว่าหากผ่านช่วงเวลายากลำบากนี้ได้ เอสซีจี และไทยจะสามารถยกระดับและเชื่อมต่อกับเครือข่ายอาเซียนและโลกได้อย่างมั่นคง”

ทียู เตือนธุรกิจรับมือโลกไร้กติกา – ย้ำรัฐบาลสำคัญต้องต่อรองเก่ง

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างความท้าทายใหม่ให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศเป็นหลัก ไทยยูเนี่ยน มีรายได้กว่า 90% มาจากต่างประเทศ และพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ 40% และยุโรป 30% ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนดังกล่าว โดยเฉพาะภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ ที่ตอนแรกกำหนดในอัตรา 36% ถือเป็นภาระหนักที่อาจทำให้ธุรกิจไทยหลายแห่ง “หายไปจากตลาด” หากไม่สามารถปรับตัวได้ทัน แต่โชคดีที่รัฐบาลเจรจาเหลือ 19% 

ทั้งนี้ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจโลกต้องเผชิญความท้าทายต่อเนื่อง ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ภาวะดอกเบี้ยสูงที่สุด และเงินเฟ้อที่กดดันต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักรและยุโรป ส่งผลให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8–10% ในปี 2023 และการบริโภคในตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และยุโรปลดลงตามมา

พร้อมกันนี้ยังต้องเผชิญสงครามรัสเซีย–ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และล่าสุดคือมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่คาดไม่ถึง “เราคิดว่าเจอโควิดก็คงไม่มีอะไรยากกว่านี้ แต่ความจริงแล้วยังมีเรื่องที่ไม่คาดฝันอีกมาก ซึ่งทำให้บทเรียนและประสบการณ์กว่า 37 ปีแทบใช้ไม่ได้ เพราะวันนี้โลกอยู่ในสภาวะใหม่ที่มีกติกาไม่แน่นอน

“เหตุการณ์นี้สะท้อนความสำคัญของรัฐบาลไทย ในการเจรจา และต่อรองกับประเทศคู่ค้าอย่างชัดเจน เพราะแม้เอกชนจะมีฐานการผลิตในหลายประเทศ แต่ก็ไม่สามารถรับมือกับความเหลื่อมล้ำทางภาษีที่แตกต่างกันได้”

ทั้งนี้การเจรจาภาษีสหรัฐฯ ในครั้งนี้ทำให้ได้เห็นชัดว่า รัฐบาลมีบทบาทสำคัญมาก การต่อรองกับสหรัฐฯ จนสามารถปรับลดภาษีจาก 36% เหลือ 19% ถือว่าทำได้ดีและทำให้เรายังแข่งขันได้ หากไม่สำเร็จ อาจเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ที่กระทบต่อธุรกิจไทยทั้งระบบ

ไทยยูเนี่ยนได้ดำเนินการปรับองค์กรครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลาย 10 ปี ตั้งแต่ก่อนที่ภาษีสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ มี 3 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ 1. Simpler การทำให้องค์กรเรียบง่าย ลดความซับซ้อน 2. Positive Cost – เพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน และ 3. Faster ทำให้องค์กรมีความเร็วและยืดหยุ่นสูง

“เราโชคดีที่เริ่มทำการปรับตัวครั้งใหญ่ล่วงหน้าประมาณ 1 ปี ก่อนภาษีสหรัฐฯ จะเกิดขึ้น ทำให้สามารถยืนหยัดได้ และตระหนักว่าโลกหลังจากนี้จะเต็มไปด้วยสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ จึงต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา” 

สำหรับทิศทางในอนาคต ไทยยูเนี่ยนให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากรใหม่ที่มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยี เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกและการมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือ การทำความเข้าใจบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกลับมาทบทวนว่าธุรกิจเรามีจุดไหนที่ต้องเสริม หรือมีความเสี่ยงที่ต้องป้องกัน เราจะต้องไม่เพียงแค่ปรับตัว แต่ต้องพัฒนาและสร้างโอกาสใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา