เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 7 ต.ค. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. แถลงข่าวความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำเหนือ น้ำหนุน และน้ำฝนของกรุงเทพมหานคร พร้อมลงเรือสำรวจการเตรียมความพร้อมบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา จากท่าเรือส่วนการท่องเที่ยว สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เขตพระนคร โดยทำการตรวจชุมชนนอกแนวบริเวณชุมชนท่าวังหลัง แนวเรียงกระสอบทรายท่าราชวรดิษฐ์ งานปรับปรุงแนวรั่วซึมบริเวณโรงเรียนราชินี เขตพระนคร งานเสริมพนังกั้นน้ำบริเวณกรมอู่ทหารเรือ เขตบางกอกใหญ่ การก่อสร้างเขื่อนแนวฟันหลอบริเวณข้างวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร แนวเรียงกระสอบทรายแนวฟันหลอบริเวณอู่เรือกัปตัน เขตบางกอกน้อยโดยมีนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผอ.ศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ (สทนช.) คณะผู้บริหารสำนักการระบายน้ำ คณะผู้บริหารสำนักงานเขตพระนคร และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมลงเรือ

นายชัชชาติ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาประชาชนมีข้อกังวลใน 3 ประเด็นหลัก ประกอบด้วยประเด็นแรก ประชาชนหลายจังหวัดประสบภัยน้ำท่วม เช่น พระนครศรีอยุธยา และเพชรบูรณ์ จึงเกิดกังวลว่าจะคล้ายกับปี 2554 หรือไม่ ประเด็นที่สอง หลายคนออกสื่อโซเชียลมีเดียกังวลว่าจะเกิดน้ำท่วม ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนอยู่ และประเด็นที่สาม มีน้ำท่วมในกรุงเทพฯ เช่น ถนนศรีนครินทร์ ถนนเฉลิมพระเกียรติ อุดมสุข และอ่อนนุช ซึ่งทั้งสามเรื่องเป็นคนละเรื่องกัน เนื่องจาก กทม.จะประสบกับ น้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำหนุน

น้ำฝนที่ตกใน กทม. หากตกหนักมากอาจจะมีพื้นที่บางจุดต้องใช้เวลาระบาย ส่วนน้ำเหนือและน้ำหนุน เชื่อว่าเรามีการบริหารจัดการที่ดีขึ้นมาก มีองค์ความรู้การบริหารจัดการการระบายน้ำ คงจะมีการชี้แจงเพื่อให้ประชาชนคลายความกังวล เชื่อว่าไม่มีเหตุการณ์อะไรที่ต้องน่าเป็นห่วง สถานการณ์อยู่ในจุดที่ควบคุมได้ อยู่ในแผนปฏิบัติการ หากไม่มีพายุเข้ามามาก สถานการณ์จะผ่านพ้นฤดูฝนไปได้ด้วยดี
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า การบริหารจัดการน้ำในปีนี้ดีกว่าในอดีต โดยในปีนี้สถานการณ์ฝนใน กทม.มีปริมาณมากกว่าค่าเฉลี่ย 9.4% โดยตั้งแต่ปี 2565 มีการปรับปรุงในหลายพื้นที่จึงไม่มีน้ำท่วมหนัก สถานการณ์น้ำเหนือเมื่อเทียบปริมาณน้ำในเขื่อนหลักจะพบว่าปี 2568 มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 92% ส่วนในปี 2554 มีปริมาณน้ำ 100% เนื่องจากมีการปล่อยน้ำล่วงหน้าหลายเดือน และมีปริมาณสูงทำให้น้ำเข้าไปอยู่ในทุ่งต่าง ๆ ทำให้เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง

แต่ในปัจจุบัน สทนช.ค่อยๆ ปล่อยน้ำ สถานการณ์จึงไม่ใกล้เคียงกับปี 2554 หากดูข้อมูลเทียบกันระหว่างวันที่ 7 ต.ค. 2554 จะพบว่ามีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 3,619 ลบ.ม./วินาที ส่วนวันที่ 7 ต.ค. 2568 อยู่ที่ 2,400 ลบ.ม./วินาที
ส่วนสถานการณ์น้ำหนุน กทม.มีเขื่อนกันแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ความสูงของระดับเขื่อนกั้นน้ำ สูงสุด +3.50 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) ซึ่งระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา จะพบว่าระดับอยู่ในระดับ 2.02 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งห่างจากแนวเขื่อนริมน้ำเจ้าพระยาของกทม.อยู่ที่ 1.48 เมตร ทั้งนี้ กทม.ได้ปรับระดับความสูงของเขื่อนเพิ่มขึ้นอีก 0.5 เมตรจากระดับเดิมเมื่อปี 2554

“โชคดีที่ กทม. มีเขื่อนป้องกันแนวอยู่ 60 กว่ากม.ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำ ทำให้เรามีความปลอดภัย ไม่ได้ใกล้เคียงกับน้ำที่ข้ามล้นเขื่อนเมื่อปี 54”
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า คาดการณ์ว่าช่วงเวลาน้ำหนุนสูงสุดที่จะวิกฤติคือวันที่ 10-11 ต.ค.นี้ ซึ่งจะไม่มีผลกระทบต่อเขื่อนป้องกันตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา โดยที่ผ่านมาจุดเสี่ยงน้ำท่วมตามบริเวณแนวป้องกันได้ดำเนินการแก้ไขจุดฟันหลอแล้วเสร็จ 22 จุด จากจำนวนทั้งหมด 32 จุด คงเหลือแนวฟันหลอ 10 จุด พร้อมทั้งเตรียมกระสอบทราย 1,130,000 ใบ ใช้ไปแล้ว 198,700 ใบ ส่วนที่เหลือจะลงกระจายตามเขตเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามแนวต่าง ๆ โดยจะมีการใช้พลาสติกคลุมเพื่อป้องกันน้ำไหลเข้าตามแนวกระสอบด้วย แต่ปัญหาคือชุมชนที่อยู่นอกแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา 11 ชุมชน 320 หลังคาเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 6 เขต ประกอบด้วย ดุสิต พระนคร บางคอแหลม ยานนาวา บางกอกน้อย และคลองสาน ก็เข้าไปดูแลแล้ว

นายชัชชาติ ยืนยันว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้น่าเป็นห่วง ไม่มีสภาวะวิกฤติที่ใกล้เคียงกับปี 2554 จากการคาดการณ์พบว่าพายุคงไม่ได้เข้ามากกว่านี้แล้ว จึงมีความปลอดภัยและสามารถรับมือได้อยู่
“ปัจจุบันมีการจัดการสถานการณ์น้ำที่ดีขึ้น น้ำเหนือในเขื่อนอาจจะใกล้เคียงกับปี 2554 แต่การปล่อยน้ำน้อยกว่า เพราะมีการบริหารจัดการน้ำที่ดีขึ้น จึงมั่นใจน้ำในครั้งนี้ แต่ไม่ใช่แค่เฉพาะปีนี้เท่านั้น เพราะต่อไปแสดงถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เราดูแลเรื่องน้ำและสร้างความมั่นใจ เชื่อว่าไม่มีเหตุการณ์เหมือนปี 2554 อีกแล้ว ขออย่าตื่นตระหนกมีอะไรก็สอบถามได้ เราพร้อมชี้แจง” นายชัชชาติ กล่าว

นายฐนโรจน์ กล่าวสรุปสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำ ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ ปัจจุบันมีความจุอยู่ที่ 96% คาดว่าจะมีความจุอยู่ที่ 100% พอดี เขื่อนแควน้อย ปัจจุบันน้ำล้นแล้วมีน้ำที่ลงมาเติมกับลำน้ำน่าน ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนน้อยกว่าปริมาณน้ำที่ระบายลง ซึ่งระดับน้ำในเขื่อนจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ ส่วนเขื่อนภูมิพล ปัจจุบันมีความจุอยู่ที่ 89% คาดว่าจะไม่ล้น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์คาดว่าน้ำจะล้น จึงมีการสลับเพิ่มการระบายน้ำในช่วงที่น้ำเหนือกำลังลงมาเพิ่มการระบายน้ำสูงสุด 6,000 ลบ.ม./วินาที
ขณะที่เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีการปรับการระบายน้ำ ซึ่งไม่ได้ส่งผลต่อระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่าน จ.นครสวรรค์ มีแนวโน้มสูงมากไปกว่านี้ น้ำที่เกิดขึ้นจากพายุวิภา คาจิกิ ลากาซา บัวลอย และแมตโม ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อฝนที่ตกในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยปริมาณน้ำผ่านที่ จ.นครสวรรค์ สูงสุดในช่วงที่ผ่านมา 2,700 ลบ.ม./วินาที ซึ่งปริมาณน้ำในตอนบนเริ่มไหลมาถึงเขื่อนเจ้าพระยาแล้ว

เขื่อนเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำไหลสูงสุด 2,500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งมีอัตราการไหลที่น้อยลง เขื่อนเจ้าพระยาจึงลดการระบายน้ำได้ตามลำดับ ส่วนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีการเปิดระบายน้ำในช่วงที่ผ่านมาเพื่อป้องกันน้ำล้น และรองรับฝนที่จะตกในช่วง 2 สัปดาห์นี้ได้
สำหรับการประเมินอัตราการไหลน้ำเข้าเขื่อน ประเมินว่าปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าเขื่อนเจ้าพระยาสูงสุดคือ 2,500 ลบ.ม./วินาที และน้ำจะไหลเข้าน้อยตามลำดับ เพราะมีการผันน้ำไปฝั่งตะวันตกและตะวันออก ซึ่งจะมีการปรับอัตราการไหลของน้ำให้เหลือ 2,300 ลบ.ม./วินาที ในช่วงกลางเดือน ต.ค.นี้
“เมื่อเทียบกับสถานการณ์น้ำในปี 2554 พบว่าปีนี้มีพายุ จำนวน 5 ลูกเช่นเดียวกับปี 2554 ปริมาณน้ำในปี 2554 มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่จ.นครสวรรค์ 4,578 ลบ.ม./วินาที ขณะที่ปี 2568 อยู่ที่ 2,748 ลบ.ม./วินาที ส่วนการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในปี 2554 อยู่ที่ 3,162 ลบ.ม./วินาที และปี 2568 อยู่ที่ 2,500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งแม้จะมีฝนตกเพิ่มขึ้นก็จะมีการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในระดับเท่านี้ และจะส่งผลไม่ให้ปริมาณน้ำสูงเกินกว่านี้แล้ว”




