เมื่อวันที่ 10 ต.ค. พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย(กพท.) กล่าวในงานครบรอบ 10 ปีการก่อตั้ง กพท. ว่า ในวันที่ 4-18 พ.ย.2568 องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ(ICAO) จะเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยด้านการบินของประเทศไทย ในด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน(USAP) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานเชียงใหม่ โดยจะเน้นตรวจสอบมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยทุกด้าน อาทิ สนามบิน สายการบิน ครัวการบิน และคลังสินค้า หากพบว่ามีข้อบกพร่องอย่างมีนัยสำคัญต่อการรักษาความปลอดภัย จะให้เวลาแก้ไข และมาตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง หากไม่ผ่านมาตรฐาน ไอเคโอจะประกาศติดธงแดงประเทศไทยบนเว็บไซต์ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามขณะนี้ กพท. ได้ส่งเจ้าหน้าลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของภาคส่วนต่างๆ เป็นระยะๆ และมีความพร้อมแล้ว คาดว่าจะผ่านไปได้เช่นเดียวกับการตรวจด้านการกำกับดูแลความปลอดภัย(USOAP) จาก ICAO ที่เข้ามาตรวจระหว่างวันที่ 27 ส.ค.-8 ก.ย. 2568 ซึ่งผลการตรวจ พบว่า ประเทศไทยสามารถทำคะแนนได้สูงถึง 90% สูงกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานโลกที่ 70% และเพิ่มขึ้นจากการตรวจครั้งก่อนในปี 2562 ที่ไทยเคยได้เพียง 60% ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

พลอากาศเอก มนัท กล่าวอีกว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้กลับมายืนอยู่ในระดับแถวหน้าของภูมิภาคอีกครั้ง หลังประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นจากการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยจากหน่วยงานสากล ทั้งองค์การบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (FAA) ซึ่งไทยได้รับการยกระดับมาตรฐานการบินกลับสู่ CAT 1 หลังถูกลดระดับให้อยู่ CAT 2 ตั้งแต่ปี 2558 และ ICAO โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกในโลกที่ได้รับการตรวจครั้งใหญ่ 3 ครั้งในปีเดียวกัน ซึ่งผลการประเมินดังกล่าวได้รับเสียงชื่นชมจากหลายประเทศสมาชิก โดยประเทศฟิลิปปินส์ และอียิปต์ ยังขอให้ไทยช่วยให้คำแนะนำ เพื่อให้ผ่านการประเมิน และได้รับคะแนนสูงเหมือนกับประเทศไทยด้วย

พลอากาศเอก มนัท กล่าวต่อว่า 1 ทศวรรษที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ประเทศไทยสามารถทำได้จากการปลดธงแดงกลับสู่มาตรฐานการบิน CAT1 รวมถึงยกระดับคะแนน USOAP จนได้รับความเชื่อมั่นจาก ICAO ให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับโลก Advance Air Mobility Symposium (AAM) 2026 ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานกำกับดูแล สนามบิน สายการบิน ผู้ให้บริการภาคพื้น อุตสาหกรรมการผลิตและซ่อมบำรุง ตลอดจนประชาชนผู้ใช้บริการ นับจากนี้ กพท. จะเดินหน้าตามหลักการสำคัญ ได้แก่ ยึดความปลอดภัยเป็นลำดับแรก ทำงานเพื่อให้อุตสาหกรรมเติบโตบนกติกาที่โปร่งใส และสื่อสารตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นร่วมกัน.