เรียนรู้ชีวิตกับ วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา พิธีกรและครีเอเตอร์ชื่อดังผ่านรายการ Life Line ในทุกช่วงวัยไปจนถึงปัจจุบัน ย้อนเส้นทางชีวิตตั้งแต่วัยเด็กในต่างประเทศ สู่วันที่ต้องปรับตัวอย่างหนักเมื่อกลับมาอยู่เมืองไทย ทั้งเรื่องเพศสภาพ การถูกล้อเลียน การเป็นเกย์เหมือนมะเร็งร้ายในใจ หายได้ในวันที่พ่อแม่ยอมรับ อยากได้เรตติ้งในวันนั้นแต่รับไม่ได้ที่มีคนเกลียด เคยดังสุดในประเทศ แต่กลับทุกข์ที่สุดในชีวิตและการหาความหมายของชีวิต นั่นคือปรัชญาที่ผลักดันให้เขายังสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ ต่อเนื่องกว่า 20 ปีจนกลายเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของวงการสื่อไทยในยุคนี้

วู้ดดี้ เผยว่า “ช่วงแรกของชีวิตนี้ 0-15 มีอะไรที่เป็นโมเมนต์ที่จดจำทั้งบวกและลบคือครอบครัวล้วน ๆ ภาพที่จำได้ก็คือนั่งอยู่ที่เมืองหนึ่งในรัฐนิวยอร์ก หิมะกำลังตก นั่งอยู่ในเทรเลอร์ แล้วมีพ่อแม่ น้องชาย ผมนั่งอยู่ข้างเตาผิง ภาพในวันนั้นมันยังติดตาอยู่ในตัวผม เพราะเป็นภาพที่ครอบครัวเรามีความสุขมาก ครอบครัวข้าราชการนะครับ คุณพ่อรับราชการกระทรวงการต่างประเทศ การที่ครอบครัวเรารักกันมันเป็นสิ่งที่มันประทับใจมาก การเดินทางร่วมกัน เพราะว่าคุณพ่อเป็นนักการทูต ก็เลยจะต้องย้ายไปประเทศสิงคโปร์ ไปอเมริกา ภาพนี้ครับ คือภาพที่ย้อนกลับไปทีไร ใครถามเรื่องวัยเด็กก็จะมีภาพนี้นั่งกันอยู่ 4 คนในห้องนั่งเล่น ข้างนอกหิมะตก คือความสมบูรณ์แบบของชีวิต ตอนเด็กย้ายไปหลายประเทศ มันมีความตื่นเต้นว่าเราจะมีเพื่อนใหม่แล้วนะ จะมีสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต จะมีโอกาสใหม่ ๆ เข้ามา นั่นก็คือครั้งแรกที่มองว่าเราชอบโอกาสมาก ต้องย้ายทุก 4 ปีจะต้องมีการโยกย้าย พ่อแม่คืออยากทำอะไรก็ให้ทำ ถ้าพูดถึงในวัยเด็กมาก ๆ ก็คือตอนนั้น Demi Moore, Bruce Willis เขาสร้างค่ายยุวชนขึ้นมาก็จะประกอบไปด้วย นักแสดง ศิลปินรุ่นเด็ก ที่อาจจะไม่สามารถเข้าถึงการสอนที่มันราคาสูง ตอนนั้นเราเข้าไปสมัครอยู่ในค่ายของเขาในตอนเด็ก เลยได้เรียนรู้จาก Bruce และ Demi Moore ในช่วงหนึ่งของชีวิตในวัย 10 กว่าขวบ”

“ฝันของวู้ดดี้ก็คือเป็น ธงไชย แมคอินไตย จะเป็นพี่เบิร์ดในภาพมีแค่นี้ไม่มีอะไรนอกจากนั้น ตอนที่อยู่อเมริกากับการที่ฟังเพลง หาดทรายสายลมสองเรา ในหัวตอนนั้นคือเราจะเป็นพี่เบิร์ดและอะไรที่มันใกล้เคียง ในวันนั้นมันมีละครเวทีเป็น Musical ใกล้เคียงกับสิ่งที่พี่เบิร์ดทำ ก็ไปสมัครตอนอยู่นิวยอร์กอะไรก็ตามที่มันเกี่ยวกับการแสดง การร้องเพลง ชีวิตมันคิดว่ามีแค่นี้ สุดท้ายก็อกหักตรงที่ว่าไม่ได้เป็นอย่างที่ฝันสมัครเข้าไปจะไปเล่นละคร Broadway กำลังจะได้เล่นแล้ว พ่อแม่ก็บอกว่ากลับมาอยู่เมืองไทย ฝันที่เราอยากจะเป็นศิลปินนักร้องนักแสดงที่ Broadway ตอนนี้เราก็กำลังจะกลายเป็นคนไทยคนหนึ่ง ใช่คำนี้เพราะว่าตอนนั้นเราไม่รู้จักว่าเมืองไทยคืออะไร มันช็อกไง กลับมาแล้วจะเป็นอะไรเหรอในเมืองไทยเป็นข้าราชการแบบพ่อที่เงินเดือนก็ไม่ได้สูง เพราะเรารู้ว่ากลับไปแล้วมันจะใช้ชีวิตอยู่ตึกแถว บ้านอยู่นางเลิ้ง ถึงแม้ว่าจะเรียนโรงเรียนนานาชาติ แต่ซัมเมอร์ก็ไปโรงเรียนวัด นั่งรถเมล์ไปโรงเรียน นั่งมอเตอร์ไซค์ไปโรงเรียน พี่เดินกับน้องชาย 2 คน ชีวิตพี่ไม่ได้มาจากความรวยอะไรเลยทั้งสิ้น”
วู้ดดี้ เล่าต่อว่า “เปิดตัวอย่างเป็นทางการและแต่งงานถูกกฎหมาย คุณต้องเข้าใจเราก่อนว่าการที่เป็น LGBTQ ตื่นมาทุกวันมันจะคิดเลยว่าโลกจะยอมรับเราได้ไหม ตื่นมาแล้ว ความคิดแรกที่เข้ามาในหัวคือทำไมคุณต้องเป็นอย่างงี้ พ่อแม่จะยอมรับเราได้เลยไหม เหมือนมะเร็งก้อนหนึ่งอยู่ในร่างกาย ที่คุณไม่รู้จะเอาออกได้หรือเปล่า แล้วถ้าเกิดว่าท่านยอมรับไม่ได้ มันอยู่ในนั้นจนตายนะ พ่อแม่จะรับได้ไหม เราก็เลยหาอะไรมากลบปมตรงนั้น โดยการไปหาความสามารถพิเศษ ไปหาความเก่ง ไปหาการศึกษา ไปหาการเรียน ไปหาตัวตน ไปหาการแสดง ไปหาทุกอย่าง เพื่อจะเติมให้ตัวเองได้คุณค่า ช่วงนั้นที่กลับมาเมืองไทยเห็นอะไรทำได้ก็ทำไปเลย เพราะเรายังไม่ได้เปิดตัวกับพ่อแม่ สุดท้ายมันก็เป็นบวกสำหรับเรา เชื่อว่าทุกอย่างดีเสมอ เพราะในวันนั้นเราก็ไม่มีปัญญาพอ เพราะว่าอาจจะไม่มี TikTok ที่จะมาบอกว่าให้บอกพ่อแม่ไปเลย แล้วไม่มีไอดอลที่ออกมาพูดบอกว่าการเป็นอย่างงี้ การเป็นเกย์เป็นเรื่องปกติ ผมเป็นคนที่สุดโต่ง ทำอะไรผมสุด ดังนั้นความรู้สึกจะสุดเช่นเดียวกัน ผมไม่มีกลางๆ นี่คือนิสัยของวู้ดดี้”
“พ่อแม่จะยอมรับได้ไหมว่าเราเป็นเกย์ ผมบอกแล้วว่ามันเป็นมะเร็ง แล้วก้อนมันก็ใหญ่ขึ้นๆ แล้วมะเร็งนั้นก็ถูกผ่าออกเมื่อพ่อแม่บอกเราเลยว่า It’s OK. พ่อแม่รับได้ที่ยูเป็นแบบนี้ พี่เข้าไปบอกท่านในตอนอายุ 20 กว่า ท่านไม่เคยถาม ตอนนั้นแม่บอกว่า แม่รู้อยู่แล้ว แต่แม่ก็ไม่กล้า แม่ไม่รู้ตอนนั้นว่ามันควรจะต้องเป็นยังไง มันไม่มีสื่อโซเชียลวันนี้ที่จะสอนพ่อสอนลูก การที่เราจะเกิดมาเป็นอะไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นเพศสภาพไหน เป็นสิทธิของเรา เป็นตัวตนของเรา ต้องมีการให้เกียรติ แต่พ่อแม่ก็ควรจะต้องคำนึงด้วยว่าเขาสามารถที่จะเปิดช่องทางให้พูดคุยกันแบบเปิดอกเปิดใจได้ไหม ยกตัวอย่างเช่น อะไรก็ตามที่ลูกรู้สึกเป็นกังวล แม่พร้อมฟังและแม่พร้อมยอมรับนะ มันเป็นคีย์เวิร์ดแบบนี้ที่จะปลดล็อคเด็กได้ เพราะบางทีบางคนก็ยังไม่รู้ตัวไง สับสนตรงที่ว่าเราเป็นหรือไม่เป็นนะ ชอบผู้หญิง แล้วก็ชอบผู้ชาย ในวันนั้นมันถูกตีกรอบ มันไม่มีคำว่าเกย์ มันคือกระเทยของไทยมันไม่มีคำว่าเกย์ ทุกวันนี้ก็ยังเชื่อว่าคนเราเกิดมาเป็นได้ทุกเพศเลยนะ เรามีต่อมที่เป็นได้ทุกเพศจริง ๆ แล้วก็ยังเปลี่ยนไปมาได้ วันที่เดินไปบอก ตื่นเต้นที่สุดในชีวิตรู้เลยว่าวันนี้เป็นวัน D-day วันตัดสิน ตอนนั้นอายุ 21 ไปที่ห้องนอน แม่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง แล้วไปนวดเท้าแม่ พูดว่าแม่ครับมีอะไรจะบอก แม่ก็สวนกลับมาว่า ไม่ต้องบอกลูก แม่เข้าใจแล้วในโมเมนต์นั้นเราเชื่อว่าต่างคนคงไม่กล้าที่จะเผชิญกับคำว่าเกย์ตอนนั้น แต่มันเบาสบาย ยกภูเขาออกจากอกลอยได้ ผมรู้สึกว่าผมบินได้”
“พ่อเป็นราชการจะบอกว่ายกภูเขาจากอกมันแค่เขาก้อนเดียว เขาแม่คือเขาคิลิมันจาโร เขาคุณพ่อคือเอเวอร์เรสต์ สูงกว่า คืออีก 4 ปีเพราะในวันนั้นที่คุยกับแม่บทสนทนาจบลงด้วยว่าเดี๋ยวพ่อค่อยว่ากันเนาะ อีกประมาณเกือบครึ่งทศวรรษ กล้าไปเผชิญกับท่านที่ต่างประเทศ ตอนที่ท่านไปรับราชการ ท่านมาหา ท่านมากอดคอ ระหว่างเดินอยู่บนถนน ท่านพูดว่า…ยูเป็นอะไร ไอรับได้ทุกอย่าง ทำไมยูไม่บอกไอเลยตอนนั้นผมร้องไห้นะ ร้องไห้คือเขาที่ 2 ที่มันอยู่ในอกเรามันยกออกไปแล้ว”




