แมลงที่มีความพิเศษ มีความลึกลับในที ไม่เพียงเปล่งแสงเล็กๆ กะพริบสวยงาม เติมบรรยากาศความมืดยามค่ำคืนมีมนต์เสน่ห์ “หิ่งห้อย” แมลงตัวจ้อยเรืองแสงยังเป็นสัญญาณเป็นสัญลักษณ์ทางธรรมชาติ ชี้วัดความสมบูรณ์ระบบนิเวศ ทั้งเชื่อมโยงจินตนาการโดยมีเรื่องเล่าขาน มีตำนานาน ยังเชื่อมการอนุรักษ์และอีกหลายมิติที่ค้นได้จาก“หิ่งห้อย”

ชวนตามแสงกะพริบหิ่งห้อย ส่องสถานการณ์ประชากรที่ลดลง ทั้งชวนรักษาพื้นที่สีเขียวและสิ่งแวดล้อม คืนแสงสวยราวแสงดาวดวงเล็กๆ ให้คงส่องแสง สะท้อนความงามความสมบูรณ์และความสมดุลธรรมชาติ โดย รศ.ดร.อัญชนา ท่านเจริญ ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน ผู้เชี่ยวชาญหิ่งห้อยของ IUCN = IUCN SSC Firefly Specialist ให้ความรู้ในประเด็นดังกล่าว โดยพารู้จักกับหิ่งห้อยในเบื้องต้นว่า หิ่งห้อยเป็นแมลงกลางคืนที่มีความพิเศษ
“ แสงของหิ่งห้อยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสัญญาณหาคู่ผสมพันธุ์ การกะพริบแสงของหิ่งห้อยเป็นเหมือนภาษาที่ใช้สื่อสารกัน โดยแต่ละชนิดจะมีภาษาเป็นของตัวเอง อีกทั้งบางชนิดสีของแสงก็ไม่เหมือนกัน ฯลฯ ในที่นี้มองในมิติภาษารัก หิ่งห้อยมีภาษารักเป็นของตัวเอง”

ขณะที่ แสงเป็นภาษารัก อีกด้านหนึ่งของแสงหิ่งห้อยทำหน้าที่เป็น สัญญาณเตือนภัย เตือนอันตราย ไม่ให้สัตว์ผู้ล่าเข้ามาใกล้ นอกจากนี้บทบาททางธรรมชาติ หากมองถึงวงจรชีวิตหิ่งห้อยที่กินหอยเป็นอาหาร กินหอยฝาเดียวก็จะทำหน้าที่เป็นผู้ล่า ควบคุมประชากรหอยไม่ให้มีมากจนเกินไป
นอกจากนี้หิ่งห้อยยังเป็นแมลงที่มีคุณลักษณะพิเศษ สามารถบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์และสมดุลของธรรมชาติ โดยหิ่งห้อยจะอาศัยตามแหล่งน้ำหรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสะอาดจึงใช้เป็นดัชนีชี้วัดสภาพแหล่งน้ำหรือระบบนิเวศที่สำคัญ
“ปัจจุบันปลูกป่าก็ไม่ได้ปลูกเฉพาะต้นไม้ แต่มุ่งหวังสร้างระบบนิเวศให้กับป่าบริเวณนั้น และหากบริเวณนั้นมีหิ่งห้อยก็จะเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ อีกทั้งหิ่งห้อยยังมีบทบาทส่งเสริมการท่องเที่ยวซึ่งก็เป็นประโยชน์ต่อชุมชน รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ การอนุรักษ์พร้อมไปกับการใช้ประโยชน์ โดยมีเจ้าของพื้นที่ร่วมดูแลปกป้องจะนำไปสู่ความยั่งยืน โดยที่ผ่านมาการทำงานอนุรักษ์หิ่งห้อยของตนเองได้นำความรู้ถ่ายทอดให้กับชุมชนร่วมดูแล สื่อสารกับชุมชนเพื่อช่วยกันดูแลรักษาบ้านของหิ่งห้อยให้คงอยู่ต่อไป”

ปัจจุบันหิ่งห้อยมีแนวโน้มประชากรลดลง ไม่เพียงเฉพาะประเทศไทย ทั่วโลกก็เผชิญสถานการณ์เดียวกัน โดย รศ.ดร.อัญชนาอธิบายเพิ่มว่า แนวโน้มประชากรลดลง เพราะพื้นที่อาศัยของหิ่งห้อยมีการเปลี่ยนแปลง จากที่กล่าวหิ่งห้อยอยู่อาศัยในพื้นที่ที่สมบูรณ์จึงเป็นตัวที่ชี้วัดความสมบูรณ์ระบบนิเวศ แต่เมื่อมีการรุกล้ำเข้าไปใช้ประโยชน์พื้นที่ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศลดลงจึงส่งผลกระทบต่อหิ่งห้อย
อย่างเช่น พื้นที่คุ้งบางกะเจ้า พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ใกล้เขตเมืองที่มีระบบนิเวศที่ลุ่มและชายเลนปากแม่น้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง พื้นที่สีเขียวที่มีสิ่งมีชีวิตหลากหลายรวมถึง “หิ่งห้อย” ในพื้นที่นี้ ที่ผ่านมากลุ่มวิทยาศาสตร์พลเมือง (Citizen Science) ที่เกิดจากความร่วมมือของชาวคุ้งบางกะเจ้า จาก 6 ตำบลและนักวิจัยหิ่งห้อย จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม โดย บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้การสนับสนุนร่วมอนุรักษ์ ได้ทำการสำรวจชนิดและจำนวนหิ่งห้อยที่พบในพื้นที่ทุกเดือน เป็นเวลายาวนานกว่า 8 ปี เพื่อสร้างแผนที่หิ่งห้อยคุ้งบางกะเจ้า

การสำรวจ พบหิ่งห้อย 3 กลุ่ม คือ หิ่งห้อยน้ำกร่อย (2 ชนิด) หิ่งห้อยน้ำจืด (1 ชนิด) และหิ่งห้อยบก (1 ชนิด) จำนวน 4 ชนิด คือ Pteroptyx malaccae, Pteroptyx valida, Sclerotia aquatilis และ Pyrocoelia praetexta ตามลำดับ หิ่งห้อยน้ำกร่อยทั้งสองชนิดที่พบจัดอยู่ในรายการบัญชีแดงของ IUCN สถานภาพ “มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์” หรือ Vulnerable (VU) และ P. malaccae ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 20 ของชนิดสัตว์และพืชที่มีความโดดเด่น (Iconic species) ในระบบนิเวศของประเทศไทย ในปี 2568
“จากผลการสำรวจหิ่งห้อยในระยะเวลา 8 ปี แสดงแนวโน้มของประชากรค่อย ๆ ลดลง จากปัจจัยคุกคามหลากหลาย เช่น การเปลี่ยนแปลงพื้นที่สีเขียวเป็นที่อยู่อาศัยและพื้นที่สวนเกษตร มลพิษทางแสงจากชุมชน ระบบน้ำขึ้น-ลงไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ฯลฯ โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ วิเคราะห์ผลสำรวจและสร้างโมเดลคาดการณ์จำนวนประชากรหิ่งห้อย พบว่า อีก 2 ปีข้างหน้า หากยังไม่สามารถลดภัยคุกคามเหล่านี้ได้ หิ่งห้อย 2 ชนิด (หิ่งห้อยน้ำจืดและหิ่งห้อยบก) จะสูญพันธุ์ไปจากพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า”

อาจารย์ภาควิชากีฏวิทยารศ.ดร.อัญชนา อธิบายอีกว่า การสูญพันธุ์ ผิวเผินอาจไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชน แต่สะท้อนถึงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ลดลง มลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการสูญเสียการใช้ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว โดยหิ่งห้อยต้องการความร่วมมือของทั้งภาครัฐและประชาชนเพื่อแบ่งปันและเก็บรักษาพื้นที่สีเขียวไว้ ทั้งเพื่อหิ่งห้อย และความหลากหลายทางชีวภาพ และเพื่อมนุษย์เอง
นอกจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ ระบบนิเวศไม่สมบูรณ์ แสงจ้าก่อกวนภาษารักของหิ่งห้อย ยังส่งผลต่อการลดลงของประชากรหิ่งห้อย โดยจะเหลือเป็นกลุ่มเล็กลงเรื่อยๆ ในเขตเมืองก็มีแนวโน้มลดลง ส่วนพื้นที่ธรรมชาติที่อนุรักษ์จะมีหิ่งห้อยเพิ่มขึ้น ดังนั้นการเพิ่มพื้นที่ให้กับหิ่งห้อยจะช่วยฟื้นสถานการณ์การลดลงของหิ่งห้อย มีหิ่งห้อยคงอยู่ต่อไปได้
“ปัจจุบันพื้นที่อนุรักษ์มีหลายรูปแบบ ทั้งพื้นที่อนุรักษ์ของภาคเอกชน หรือของภาครัฐ หลายประเทศเห็นตรงกันถึงความสำคัญของพื้นที่สีเขียวในเมือง พยายามสร้างพื้นที่สีเขียวให้มีเพิ่มขึ้น ทั้งแทรกอยู่ในชุมชน ในที่พักอาศัยซึ่งก็เป็นทางหนึ่งที่จะช่วยหิ่งห้อย”

สำหรับพื้นที่ไหนที่ยังพบเห็นหิ่งห้อย หรือมีหิ่งห้อยบินมาทักทายจึงอยากให้ช่วยกันอนุรักษ์ โดย รศ.ดร.อัญชนา ให้คำแนะนำว่า การที่พบเจอหิ่งห้อยแสดงว่ากำลังเข้าใกล้บ้านของหิ่งห้อย ถ้าอยากทราบว่าเขาอยู่กันมากในบริเวณไหนอาจลองออกไปสำรวจในช่วงเวลากลางคืน ถ้าพบอาจกำหนดเป็นพื้นที่อนุรักษ์ของบ้านเรา หรือในชุมชนของเราก็ได้ อย่างเช่น ถ้ามีบ่อน้ำมีหิ่งห้อยบินมาอยู่
ถ้าบ่อน้ำนั้นมีพืชน้ำ มีแหนอยู่มาก อยากให้เก็บไว้ ไม่ช้อนแหนออกไปจนหมด ไม่ต้องกลัวว่าหิ่งห้อยจะอยู่ไม่สะดวก หรือ ไม่สะอาด เพราะหิ่งห้อยที่อาศัยอยู่ก็จะหายไปหมดด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ต้องเข้าใจเบื้องต้นว่า หิ่งห้อยชอบพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ อยากให้เก็บพื้นที่ลักษณะนี้ไว้ โดยถ้าคงความเป็นพื้นที่ธรรมชาติแบบเดิมไว้ได้ไม่เปลี่ยนแปลง ก็อยากให้คงรักษาไว้
นอกจากนี้อยากให้ รักษาความมืด หิ่งห้อยบางชนิดเซนซิทีฟต่อแสงมาก ก็จะหายไปได้ ทั้งนี้การรักษาความมืดไม่ได้หมายถึงไม่ใช้แสงไฟ แต่ใช้อย่างเหมาะสม ใช้เท่าที่จำเป็น โดยไม่เปิดทิ้งไว้หรือเลือกใช้โคมไฟที่จำกัดแสงบริเวณนั้นหรือใช้หลอดไฟที่มีความเข้มแสงต่ำลง ฯลฯ ทั้งนี้ก็เพื่อให้มีความมืดพอสำหรับหิ่งห้อยกะพริบแสงสื่อภาษารักต่อกัน ทั้งยังช่วยเซฟค่าไฟ และยังช่วยเซฟหิ่งห้อย อีกทั้งอาจทำกำแพงต้นไม้ เพื่อช่วยลดพลางแสงก็ทำได้เช่นกัน เป็นอีกแนวทางที่จะช่วยฟื้นสถานการณ์หิ่งห้อย ทั้งเพิ่มพื้นที่ให้กับหิ่งห้อยคงกะพริบแสง
สะท้อนความงาม ความสมบูรณ์และความสมดุลธรรมชาติต่อไป
พงษ์พรรณ บุญเลิศ
ภาพโดย : ผศ.ดร.บัณฑูร พานแก้ว



