เมื่อเดือนมิถุนายน 2566 เกิดโศกนาฏรรมช็อกโลกเมื่อเรือดำน้ำ “ไททัน” ของบริษัทโอเชียนเกต เกิดการระเบิดแบบยุบตัวขึ้นระหว่างการดำน้ำลงไปชมซากเรือ ไททานิกนอกชายฝั่งแคนาดา ส่งผลให้ทุกคนบนเรือเสียชีวิต

เรือลำนี้ยุบตัวลงภายใต้แรงกดมหาศาลใต้มหาสมุทรที่ความลึกประมาณ 3,300 เมตร หลังจากที่ออกเดินทางไปได้เพียง 90 นาที ซึ่งเป็นการเดินทางที่มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 195,000 ปอนด์ (ราว 8.5 ล้านบาท) ต่อคน

ภัยพิบัติครั้งนี้คร่าชีวิตทั้งผู้โดยสารและกัปตันไป 5 ราย ได้แก่ สต็อกตัน รัช  ซีอีโอของบริษัทโอเชียเกต, ฮามิช ฮาร์ดิง นักสำรวจชาวอังกฤษ, ปอล-อองรี นาร์โฌเลต์ (Paul-Henri Nargeolet) ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรือไททานิกชาวฝรั่งเศส, และ ชาห์ซาดา ดาวูด นักธุรกิจชาวอังกฤษ-ปากีสถาน พร้อมด้วย สุเลมาน ลูกชายวัย 19 ปีของเขา

วานนี้ (16 ต.ค. 2568) ได้มีการเผยแพร่เนื้อหาสำคัญจากรายงานฉบับสุดท้ายของคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติสหรัฐ (NTSB) ว่า สภาพของเรือไททันไม่เป็นไปตามข้อกำหนดด้านความแข็งแรงและความทนทานที่จำเป็น อันเป็นผลมาจากความผิดพลาดเชิงวิศวกรรม นอกจากนี้ยังพบว่า โอเชียนเกต ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนเจ้าของเรือ ทำผิดพลาดในการทดสอบเรือ กล่าวคือไม่มีการทดสอบด้านความปลอดภัยอย่างเพียงพอ และไม่ตระหนักถึงระดับความทนทานที่แท้จริงของเรือ

คณะกรรมการสอบสวนสรุปในรายงานว่า ซากเรือไททันน่าจะถูกค้นพบเร็วกว่านี้ หากโอเชียนเกตได้ปฏิบัติตามแนวทางมาตรฐานสำหรับการรับมือเหตุฉุกเฉิน

ก่อนหน้านี้ รายงานของหน่วยยามฝั่งสหรัฐที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาก็ระบุว่า การระเบิดแบบยุบตัวของเรือไททันเป็นเหตุการณ์ที่สามารถป้องกันได้ โดยระบุว่าขั้นตอนด้านความปลอดภัยมีข้อบกพร่องอย่างร้ายแรง

ในการพิจารณาคดีครั้งก่อน อดีตผู้บริหารของโอเชียนเกตยอมรับว่า เรือดำน้ำไททันเคยประสบเหตุขัดข้องระหว่างเกิดความผิดปกติกับระบบการทำงานของเรือ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่จะออกเดินทางที่นำไปสู่โศกนาฏกรรม

บริษัทเอกชนแห่งนี้ได้หยุดดำเนินธุรกิจในเดือนกรกฎาคม 2566 และปิดตัวลงในที่สุด

ในการเดินทางเที่ยวสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2566 เรือดำน้ำไททันซึ่งควบคุมด้วยแป้นบังคับแบบเดียวกับคอนโทรลเลอร์เกมได้หายไปจากจอเรดาร์และไม่มีวี่แววว่าสามารถกลับขึ้นสู่ผิวน้ำได้ 

หลังจากเหตุร้ายเผยแพร่ออกไป ทีมกู้ภัยเร่งค้นหาสัญญาณชีวิตตลอด 24 ชั่วโมงเนื่องจากอากาศในตัวเรือมีอยู่จำกัด 

รายงานฉบับสุดท้ายชี้ว่าการออกแบบเชิงวิศวกรรมที่เลวร้ายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรือประสบอุบัตเหตุ (Photo by Handout / OceanGate Expeditions / AFP)

หลังจากนั้นเพียงห้าวัน ซากเศษชิ้นส่วนของเรือไททันก็ถูกพบกระจัดกระจายอยู่บนพื้นมหาสมุทรในพื้นที่ประมาณ 322,917 ตารางฟุต ซึ่งเทียบเท่ากับสนามฟุตบอลเกือบหกสนาม

ต่อมา เมื่อมีการกู้ซากเรือไททันจากก้นมหาสมุทรแอตแลนติก ทีมงานก็พบทั้งซากเรือที่บิดเบี้ยว พร้อมด้วยเสื้อผ้า สติกเกอร์ และนามบัตร นอกจากนี้ ยังพบ “สิ่งที่สันนิษฐานว่าเป็นชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์” จากการปฏิบัติการกู้ภัยสองครั้ง

หลังจากหลักฐานเหล่านี้ถูกนำขึ้นฝั่งและผ่านการตรวจสอบก็สามารถยืนยันได้ว่าตรงกับประวัติของผู้เสียชีวิตในเรือดำน้ำ

เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว หน่วยยามฝั่งสหรัฐได้เผยแพร่ภาพที่บันทึกโดยยานสำรวจควบคุมระยะไกลระหว่างการค้นหาที่ก้นมหาสมุทร แสดงให้เห็นซากของเรือดำน้ำไททัน ซึ่งเป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาคดีเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้เป็นเวลาสองสัปดาห์

ขณะเดียวกัน ก็มีคลิปเสียงที่เชื่อว่าเป็นการบันทึกเสียงช่วงสุดท้ายของเรือไททันก่อนการระเบิด บันทึกเสียงดังกล่าวเป็นเสียงที่อุปกรณ์ตรวจจับในมหาสมุทรตรวจจับได้ โดยอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 900 ไมล์ หรือเกือบ 1,500 กม. คาดว่า เป็นเสียงอันน่าขนลุกของเรือไททันที่ถูกแรงระเบิดบดขยี้ใต้น้ำ

ก่อนที่เรือไททันจะหายไปจากจอเรดาร์ ผู้โดยสารบนเรือได้ส่งข้อความถึงเรือพี่เลี้ยง “โพลาร์ พรินซ์” ว่า “ทุกอย่างเรียบร้อยดี” ซึ่งลูกเรือของโพลาร์ พรินซ์ได้ถามกลับไปว่า สามารถมองเห็นซากไททานิกบนจอภาพของไททันหรือไม่

ขณะนั้น ผู้ที่อยู่ในเรือไททันซึ่งดำอยู่ในระดับความลึก 3,341 เมตรจากผิวน้ำทะเล นับเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งหลังจากการเดินทางเริ่มต้น พวกเขาส่งข้อความบอกว่า “ปลดน้ำหนักถ่วงออกสองส่วน” ซึ่งปกติแล้ว การทิ้งน้ำหนักถ่วงคือสัญญาณของการยุติการดำน้ำและเริ่มนำเรือลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ

เพียงหกวินาทีหลังจากที่ข้อความนั้นส่งออกมา สัญญาณตำแหน่งเรือไททันก็ปรากฏขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายที่ความลึก 3,346 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น

ที่มา : thesun.co.uk

เครดิตภาพ : AFP