จากกรณีพระมหาอุเทน ปญฺญาปริทตฺโต วัดชนะสงคราม ที่มีการกล่าวพาดพิงถึงฆราวาส เช่น แพรรี่ ไพรวัลย์ อ.เบียร์ และ อ.จตุรงค์ จงอาษา ด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ทำให้ต่อมาพระราชวัชรกิจจาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม เจ้าคณะ 9 ซึ่งเป็นคณะที่พระมหาอุเทน จำพรรษาอยู่ ได้มีหนังสือคำสั่งตักเตือนพระมหาอุเทน พร้อมทั้งให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว แต่พระมหาอุเทน กลับยังไม่ยอมหยุด ทำให้คณะสงฆ์วัดชนะสงครามมีมติภาคทัณฑ์ และให้เจ้าคณะอื่นๆ ภายในวัดชนะสงคราม พิจารณารับพระมหาอุเทน เข้าไปอยู่ด้วยภายใน 30 วัน แต่ไม่มีเจ้าคณะในวัดชนะสงครามกล้าที่จะรับพระมหาอุเทน จึงเป็นเหตุให้พระหาอุเทน ตัดสินใจขนของออกจากวัดตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค. ซึ่งยังไม่มีการยืนยันว่าพระมหาอุเทนไปอยู่ที่ใดนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระมหาอุเทน ได้โพสต์คลิปวิดีโอลงเฟซบุ๊ก พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ พร้อมข้อความว่า เผือกร้อนกระเด็นกระดอนไป ใครก็ไม่กล้ารับ แต่ท่านพระครู… ก็อ้าแขนรับด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต แม้กุฏิที่ตนเคยสร้างเอาไว้แท้ๆ แต่ก็ต้องออกไปภายใน 6 ชั่วโมง โดยในคลิปวีดีโอช่วงหนึ่ง พระมหาอุเทน บอกว่า การแสดงธรรมในครั้งนี้ ได้มาอยู่ที่ จ.นครสวรรค์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งได้เล่าถึงเหตุการณ์ในวันที่คณะสงฆ์วัดชนะสงครามมีมติภาคทัณฑ์ ว่าไม่รู้ตัวว่าต้องถูกภาคทัณฑ์ ขับออกจากวัด กลางอากาศ เรียกว่าจู่โจมโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว จึงทำกิจของสงฆ์ตามปกติ จงกรมหลังพระประธานในพระอุโบสถ และร่วมสังฆกรรมในวันมหาปวารณา เมื่อเสร็จแล้วและได้รับคำสั่งจากวัดชนะสงคราม หากเป็นท่านจะรู้สึกอย่างไร ก็คงจะเกิดความวิตกเป็นธรรมดา ตนก็ตกในสภาพนั้น จำวัดหลับได้ยากมาก และติดต่อรถมาเอาของในกุฏิในวันรุ่งขึ้น (8 ต.ค.) โดยใช้รถขนของ 3 คัน แทบหมดกุฏิ ยังเหลือบางอย่างที่กุฏิ แต่ขอให้ล่วงไปหลายวันจากนี้หน่อย จะกลับไปเอาของที่วัดชนะสงคราม

พระมหาอุเทน กล่าวอีกว่า การภาคทัณฑ์ การให้ไปแสวงหาที่อยู่ใหม่ในคณะอื่น ก็มีค่าเท่ากันกับการถึงขั้นต้องการให้ลาสิกขา เพราะการขับตนออกจากวัดชนะสงคราม ก็เท่ากับให้ลาสิกขา แต่ตนบอกท่ามกลางคณะสงฆ์วัดชนะสงครามว่า ต้องการบวชตลอดชีวิต เพื่อสนองงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตอนนั้นยังไม่นึกถึงพรหมญาณธรรมาราม แต่นึกถึงที่วัดพระธาตุหลวงจำไก่ ซึ่งทางวัดแจ้งว่าไม่สะดวกในการรับพระ และขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น ก็นึกถึงสำนักปฏิบัติธรรมพรหมญาณธรรมาราม สาขาวัดคีรีวงศ์ จ.นครสวรรค์ ที่เคยสร้างไว้ ปัจจุบันมีหลวงพี่เจริญ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดคีรีวงศ์ กับหลวงตาแก้ว จำพรรษาอยู่ ซึ่งตนได้ร่วมทำบุญสร้างสำนักแห่งนี้ จึงได้ติดต่อหลวงพี่เจริญ ก็ยินดีให้ตนไปอยู่ ทั้งยังบอกว่าให้อยู่ที่นี่ไปตลอดด้วย