เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 ต.ค. ที่ห้องปฏิบัติการ สภ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี พ.ต.อ.ศิริชัย สุขสาตต์ รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการ คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดของคนต่างด้าว จ.สุราษฎร์ธานี ได้ประชุมชี้แจงการบูรณาการกำลังตามคำสั่ง นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้าตรวจค้นเป้าหมายผู้กระทำผิดและผู้สนับสนุนให้มีการประกอบธุรกิจของชาวต่างด้าว
โดยมี พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รอง ผบช.ทท. ม.ล.ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล รอง ผบก.ตม.6 เจ้าหน้าที่ได้ใช้เวลาประชุมเพื่อชี้แจงนานกว่า 1 ชั่วโมง จึงได้กระจายกำลังปฏิบัติการตามเป้าหมายที่ได้รับมอบหมาย
ทั้งนี้ เป้าหมายแรกเป็นอาคารพาณิชย์ ต.เกาะพะงัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงาน ตั้งอยู่ริมถนนตลาดใหม่ เขตเทศบาลตำบลเกาะพะงัน ส่วนเป้าหมายที่ 2 เป็นอาคารพาณิชย์ที่อยู่ใกล้กัน และมีผู้ครอบครองรายเดียวกัน และเป็นที่ตั้งของบริษัทนิติบุคคลรวมกัน 89 แห่ง โดยในการสืบสวนของเจ้าหน้าที่พบว่าบริษัทดังกล่าว เป็นสำนักงานที่ปรึกษาทางกฎหมาย การบัญชี และรับจัดตั้งบริษัทนิติบุคคล รวมถึงรับเหมาก่อสร้างอีกด้วย

ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง พบผู้ดูแลสำนักงาน พ.ต.อ.ศิริชัย สุขสาตต์ หัวหน้าชุด ได้แสดงหมายค้นศาลจังหวัดเกาะสมุย ที่ 47/2548 เข้าตรวจค้นและเก็บหลักฐาน โดยเจ้าหน้าที่สรรพากร เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า เจ้าพนักงานที่ดิน และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจค้นและตรวจยึดเอกสาร คอมพิวเตอร์ มาเพื่อทำการตรวจสอบ ขณะที่การตรวจค้นในเป้าหมายที่ 2 พบว่ามีเพียงห้องว่าง ไม่มีอุปกรณ์สำนักงาน หรืออุปกรณ์ใด ๆ ที่แสดงว่ามีผู้อยู่อาศัยหรือประกอบกิจการ
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายการตรวจค้นที่ 3 ซึ่งเป็นบ้านพักของ เจ้าของบริษัทดังกล่าว แต่ไม่พบตัวเจ้าของบริษัท ได้รับแจ้งจากผู้ดูแลบ้านว่า เจ้าของบริษัทพาสามีชาวต่างชาติไปพบแพทย์ที่กรุงเทพฯ และไม่สามารถติดต่อได้ เจ้าหน้าที่จึงเข้าทำการตรวจยึดเอกสารที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่การตรวจสอบในเป้าหมายที่ 4 ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างอาคารวิลล่าริมหาดเขาหินนก พบว่าเป็นโครงการก่อสร้างอาคารวิลล่ารวม 8 หลัง ขณะเข้าตรวจค้นพบเพียงผู้ดูแล ขณะที่อาคารวิลล่าจำนวน 7 หลัง มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าพักอาศัย พูดคุยทราบว่า เข้าพักด้วยการจ่ายค่าที่พักในอัตราคืนละ 13,000 บาท โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ปกครองแจ้งว่าวิลล่าดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดกิจการโรงแรมที่พัก จึงได้เชิญตัวผู้ดูแลวิลล่า และชาวต่างชาติที่พักอาศัยรวม 6 ราย ไปสอบสวนปากคำ
ข่าวรายงานด้วยว่า ในการเข้าตรวจสอบโครงการอาคารวิลล่า ซึ่ง “เดลินิวส์” เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้ว่าเป็นโครงการก่อสร้างวิลล่าของชาวอิสราเอล ซึ่งในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่าในบริเวณใกล้เคียงกัน ยังมีอาคารวิลล่ากำลังก่อสร้าง ที่มีรูปแบบการก่อสร้างด้วยแบบแปลนเดียวอีก 6 หลัง และจากการตรวจสอบพบว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่รวม 2.5 ไร่ ถือครองโดยบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทย 2 บริษัท และทั้ง 2 บริษัทมีหุ้นส่วนเป็นชาวอิสราเอล ในอัตราส่วนร้อยละ 49 (รวม 152 ล้านบาท) และต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 14 แปลง และล่าสุด มีบริษัทนิติบุคคลที่มีชาวอิสราเอลเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1 บริษัท ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่า การเพิ่มหุ้นส่วนในนามนิติบุคคล เป็นการอำพรางการซื้อขายวิลล่าเพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษี



