ชนม์ทิดาเล่าว่า แรงบันดาลใจเกิดขึ้นจากการได้เห็นปัญหาขยะในสังคม โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่กลายเป็นของเหลือใช้หลังจบวัฏจักรแฟชั่น “เพลงเห็นปัญหาขยะจากอุตสาหกรรมแฟชั่น แล้วก็รู้สึกว่าเสื้อผ้าจำนวนมากสุดท้ายก็ไปอยู่ในกองขยะ ถ้าจะให้เพลงไปทำโรงคัดแยกขยะใหญ่ ๆ มันอาจจะเกินกำลัง ก็เลยเริ่มจากสิ่งที่เรารักและถนัดที่สุด นั่นคือ เสื้อผ้า”
สำหรับชนม์ทิดา การสร้างแบรนด์แฟชั่นไม่ใช่แค่การออกแบบเสื้อผ้าใหม่ แต่คือการเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคให้เห็นคุณค่าของสิ่งที่สวมใส่ “เพลงพูดเสมอว่า ขอให้เราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของตู้เสื้อผ้าของคุณ ถ้าคุณเลือกเสื้อผ้ารักษ์โลกเข้าไปอยู่ในตู้เสื้อผ้าของคุณได้ มันก็สร้างการเปลี่ยนแปลงแล้ว” พร้อมย้ำว่าเป้าหมายของ MATTERS คือการทำให้แฟชั่นที่ยั่งยืนเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยต้องการให้คนรู้สึกว่าเสื้อผ้ารักษ์โลกไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่สามารถสวมใส่ได้ทุกวัน ทุกเพศ ทุกวัย และยังคงมีสไตล์ในแบบของตนเอง

3 เสาหลักของแบรนด์ที่ยั่งยืน
MATTERS ขับเคลื่อนด้วยแนวคิด “Sustainable Core” หรือ 3 เสาหลักที่เป็นหัวใจของแบรนด์ ได้แก่
1. การใช้เส้นใยธรรมชาติ (Natural Fibers) โดยเน้นการใช้วัสดุที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี เช่น Organic Cotton, ลินิน และ นุ่น “ลินินเป็นผ้าที่เราชอบใช้มาก เพราะมันใช้น้ำน้อยและย่อยสลายได้ในเวลาไม่นาน” ชนม์ทิดากล่าว พร้อมย้ำว่าทุกเส้นใยถูกเลือกเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำ
2. การใช้ Dead Stock หรือผ้าเหลือจากโรงงาน (Upcycling) คือการนำเส้นผ้าที่เหลือจากการผลิตในอุตสาหกรรมเสื้อผ้ากลับมาใช้ใหม่เพื่อสร้างมูลค่าอีกครั้ง ชุบชีวิตให้กับของที่หมดมูลค่าแล้วให้กลายเป็นคอลเลกชันที่ชื่อว่า Second Life และ
3. การรีไซเคิลเส้นใย (Recycled Fibers) ซึ่งเป็นการนำเสื้อผ้าเก่ากลับมาผ่านกระบวนการฉีดเส้นใย ปั่นใหม่ และทอเป็นผ้าผืนใหม่โดยไม่ผ่านการฟอกย้อม โดยระบุว่านี่คือ “การเปลี่ยนเสื้อผ้าเก่าให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านกระบวนการที่สะอาดและปลอดภัย ไม่มีการใช้สารเคมีใด ๆ”
นอกจากนี้ MATTERS ยังต่อยอดแนวคิดความยั่งยืนไปสู่การสร้างคุณค่าทางสังคม ผ่านการผลิต “ตุ๊กตาจากเศษผ้า” โดยนำเศษผ้าที่เหลือจากการตัดเย็บไปมอบให้กลุ่มคุณยายในชุมชนตัดเย็บเป็นตุ๊กตา เพื่อนำไปใส่ในกล่องของขวัญสำหรับเด็กแรกเกิดที่ทำจากผ้า Organic Cotton ทั้งหมด
“เราอยากให้ทุกชิ้นงานของเรา ไม่เพียงแค่ดีต่อโลก แต่ยังดีต่อใจและชุมชนด้วย” ชนม์ทิดา กล่าว พร้อมเล่าถึงอีกหนึ่งสินค้ารักษ์โลกอย่าง “Reusable Flower Bag” ซึ่งเป็นแนวคิดจากคุณแม่ของเธอ ที่ส่งเสริมให้ผู้บริโภคใช้ถุงผ้าใส่ดอกไม้แทนถุงพลาสติก โดยกลุ่มผู้พิการในจังหวัดสมุทรปราการเป็นผู้ตัดเย็บ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้กับคนในชุมชน พร้อมช่วยลดขยะพลาสติกได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากมิติทางสิ่งแวดล้อมและสังคมแล้ว MATTERS ยังได้ขยายแนวคิดสู่มิติสุขภาพจิต ผ่าน “Mental Health Matters Collection” โดยร่วมมือกับ “Pimchology” นักจิตวิทยาและผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ ที่ให้ความรู้และมุมมองเกี่ยวกับสุขภาพจิต สุขภาพใจ และการพัฒนาตนเอง เพื่อส่งสารด้านสุขภาพจิตและการรักตัวเอง ผ่านข้อความอย่าง “Mental Health Matters” และ “Self-Love” ที่สกรีนไว้บนเสื้อ
“เสื้อผ้าของเราไม่ได้แค่สวมใส่ แต่เป็นสิ่งที่มีความหมาย ให้กำลังใจ และส่งต่อพลังบวกได้” ชนม์ทิดา กล่าว

ไม่ใช่แค่แบรนด์ แต่คือการขับเคลื่อนทางความคิด
ชื่อแบรนด์ “MATTERS” สะท้อนแก่นความคิดของชนม์ทิดาอย่างชัดเจน โดยคำว่า Matter แปลว่า “สิ่งสำคัญ” แต่เมื่อเติมตัว “S” ต่อท้ายนั้น เป็นความตั้งใจที่ต้องการสื่อถึง “การกระทำเล็ก ๆ หลายอย่างที่รวมกันจนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย”
“คำว่า ‘Matter’ แปลว่าสำคัญ แต่พอเติม S มันคือสิ่งที่สะท้อนว่า การกระทำทุกอย่างมีความสำคัญ ไม่ว่าจะเล็กแค่ไหนก็ตาม” ชนม์ทิดากล่าว พร้อมอธิบายต่อว่างานทุกชิ้นของ MATTERS จึงเปรียบเสมือนสื่อกลางของแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
แฟชั่นเพื่อโลก และโลกเพื่อแฟชั่น
ชนม์ทิดา ยอมรับว่า การสร้างแบรนด์แฟชั่นยั่งยืนในตลาดปัจจุบันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเผชิญกับการแข่งขันทั้งใน
ด้านราคาและพฤติกรรมผู้บริโภคที่คุ้นชินกับ “ฟาสต์แฟชั่น” (Fast Fashion) แต่เธอยังคงเชื่อมั่นว่าแนวทางนี้จะเป็นอนาคตของอุตสาหกรรม โดยมองว่า “เราอาจเป็นส่วนเล็ก ๆ ในระบบใหญ่ แต่ถ้ามันสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนอีกหลายคนเริ่มลงมือ มันก็เพียงพอแล้ว”
นอกจากนี้ ยังเห็นแนวโน้มว่าผู้บริโภครุ่นใหม่เริ่มหันมามองหาความคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่าสินค้าแบบชั่วคราว ซึ่งแฟชั่นยั่งยืนคือสิ่งที่จะสามารถตอบโจทย์ได้ “เราเห็นชัดว่าคนรุ่นใหม่เริ่มสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เขาอยากซื้อของที่บอกเล่าเรื่องราว และสะท้อนคุณค่าที่เขาเชื่อ”
MATTERS ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในมิติของแบรนด์เสื้อผ้าเท่านั้น แต่ยังขยายบทบาทสู่การสร้างความตระหนักรู้ในสังคม ผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อปและความร่วมมือกับชุมชนทอผ้าในท้องถิ่น เพื่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง
“สิ่งที่เราทำอาจเล็กน้อยเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ถ้าเราทำด้วยความตั้งใจ มันสามารถขับเคลื่อนให้คนอื่นเริ่มคิดและลงมือทำได้เหมือนกัน นั่นคือพลังของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน” ชนม์ทิดา กล่าวทิ้งท้าย
MATTERS จึงไม่ใช่เพียงแบรนด์แฟชั่นของคนรุ่นใหม่ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการตื่นรู้ทางความคิด ที่ย้ำว่าทุก “การเลือก” และทุก “การกระทำเล็ก ๆ” สามารถสร้างผลกระทบใหญ่ให้โลกได้อย่างมีความหมาย.