จากบทความเผยแพร่ในหนังสือ กำไรของแผ่นดิน จัดทำโดย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ตอนหนึ่งระบุไว้ว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพบว่าในแต่ละภูมิภาคของไทย ที่พระองค์ได้เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรเป็นประจำทุกปีนั้น ราษฎรในแต่ละท้องถิ่นต่างมีฝีมือด้านศิลปหัตถกรรมที่โดดเด่น มีความสวยงาม และเป็นมรดกทางด้านภูมิปัญญาที่สืบสานมาตั้งแต่สมัยบรรพกาล ทรงเห็นว่าหากสิ่งดีงามของชนชาติไทยเหล่านี้ไม่ได้รับการส่งเสริมให้คงอยู่หรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ความงดงามที่ซ่อนอยู่ภายใต้วิถีไทยก็จะสูญหายไป และหากส่งเสริมให้ราษฎรดำเนินการอย่างจริงจังแล้วก็จะช่วยให้ราษฎรได้มีรายได้เสริมในอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรดีขึ้น

ทั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้พระราชทานพระราชดำรัสในเรื่องนี้เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2535 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ความว่า “…ทุกครั้งที่เมืองไทยเกิดน้ำท่วมหรือเกิดภัยพิบัติอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนำของพระราชทานไปช่วยเหลือราษฎร มักจะเป็นเครื่องอุปโภคบริโภค แล้วก็รับสั่งกับข้าพเจ้าว่า การช่วยเหลือแบบนี้เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า ซึ่งไม่สำคัญ ช่วยเขาไม่ได้จริง ๆ ไม่เพียงพอ ทรงคิดว่าทำอย่างไรจึงจะช่วยเหลือชาวบ้านเป็นระยะยาว คือทำให้เขามีหวังที่จะอยู่ดีกินดีขึ้น ลูกหลานได้เข้าโรงเรียน ได้เรียนหนังสือ ซึ่งในเรื่องนี้รัฐบาลได้พยายามส่งเสริมอยู่แล้ว เขาเพิ่มจำนวนโรงเรียนขึ้นอย่างสม่ำเสมอ แต่ชาวนาชาวไร่บอกว่าเขาส่งให้ลูกไปเรียนหนังสือ ไปเข้าโรงเรียนไม่ได้ เพราะต้องอาศัยลูกเป็นกำลังช่วยกันทำมาหากิน ดังนั้น จะพบเด็กที่อยู่ในวัยเรียนแล้วไม่ได้เรียนหนังสืออีกมาก ส่วนมากก็ไปจบ ป.4 ซึ่งก็น่าเป็นห่วง ด้วยเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงเริ่มคิดหาอาชีพเสริมให้แก่ครอบครัวชาวนาชาวไร่ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็คงทรงหาแหล่งน้ำให้การทำไร่ทำนาของเขาเป็นผลต่อประเทศชาติต่อบ้านเมือง ทรงพระราชดำเนินไปดูตามไร่ของเขาต่าง ๆ ทรงคิดว่านี้เป็นการให้กำลังใจ และที่ทรงให้ข้าพเจ้าดูแลพวกครอบครัว ก็เลยเป็นที่เกิดของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ…”

ด้วยพระเมตตาที่ทรงมีต่อพสกนิกรผู้ยากไร้ ณ ท้องถิ่นทุรกันดาร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดตั้ง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ขึ้นในปี 2519 โดยดำเนินการส่งเสริมศิลปาชีพในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งมีการฝึกอบรม การสอน และการทำกิจกรรมในหลาย ๆ ประเภทรวมกันในแต่ละศูนย์ ทั้งนี้ ข้อมูลเผยแพร่ในหนังสือมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งจัดพิมพ์ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2543 ได้เผยแพร่ความเป็นมาของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ความสำคัญว่า จากวันที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เถลิงถวัลยราชสมบัติใน พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วราชอาณาจักร โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดาร ทั้งสองพระองค์ทรงห่วงใยพสกนิกรที่กำลังตกอยู่ในความเดือดร้อน อาทิ ผู้คนจำนวนมากที่ขาดแหล่งพำนักพักพิงอันเนื่องด้วยภัยธรรมชาติ เกษตรกรที่ยากจน ชาวเขาผู้ด้อยโอกาส และทหาร ตำรวจ ที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวออกทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในที่ต่าง ๆ นั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงพบว่า ลำพังรายได้จากการเกษตรเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการจุนเจือหาเลี้ยงครอบครัวของเกษตรกร ไทยส่วนใหญ่

ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริและโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโครงการต่าง ๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ของบรรดาเกษตรกรเหล่านั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก็ทรงคิดหาอาชีพที่จะช่วยเสริมรายได้ให้พวกเขาเหล่านี้ พระองค์เคยทรงปรารภว่าคนไทยส่วนใหญ่มีความสามารถด้านศิลปะ ยิ่งไปกว่านั้น ในแต่ละภูมิภาคของประเทศยังมีวัตถุดิบและอุตสาหกรรมในครัวเรือนเป็นของตนเอง พระองค์ทรงแน่พระทัยว่าหัตถกรรมพื้นบ้านเหล่านี้เป็นสิ่งที่ส่งเสริมได้ ดังนั้น ย่อมเป็นหนทางที่จะช่วยเสริมรายได้ให้ผู้ยากไร้ อันจะทำให้พวกเขามีอาชีพเสริมเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งด้วย การส่งเสริมอุตสาหกรรมในครัวเรือนเหล่านี้มิได้กระทำไปเพื่อความจำเป็นทางเศรษฐกิจเท่านั้น ในขณะเดียวกันยังช่วยอนุรักษ์งานฝีมือที่กำลังจะถูกลืมเลือนไป

ด้วยพระราชดำริเช่นนี้เอง ณ แห่งใดที่พระองค์เสด็จฯไป จึงทรงสนพระทัยงานฝีมือท้องถิ่นเป็นพิเศษ และทรงอุปถัมภ์อุตสาหกรรมในครัวเรือนเหล่านั้นไว้ ดังเช่นหนึ่งในโครงการงานฝีมือในระยะแรกเริ่มโครงการหนึ่งซึ่งได้ถือกำเนิดจากหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ชาวบ้านมีอาชีพจับปลาในอ่าวไทยและตั้งอยู่ไม่ไกลจากพระราชวังของพระองค์ท่านนัก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเห็นว่าในขณะที่ผู้ชายออกไปหาปลา ผู้หญิงในหมู่บ้านมีเวลาว่างมาก ประกอบกับหญิงเหล่านั้นก็ยังขาดรายได้อยู่มาก พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้นำครูจากจังหวัดราชบุรีซึ่งอยู่ใกล้และขึ้นชื่อในการทอผ้าเข้ามาตั้งเครื่องทอผ้าในเขตพระราชวัง ทรงชักชวนสตรีเหล่านั้นให้เข้ามารับการฝึกอบรม ได้พระราชทานค่าเบี้ยเลี้ยงรายวัน รวมทั้งอาหารกลางวัน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีผู้คอยดูแลบุตรหลานของหญิงที่เข้ารับการอบรมด้วย นอกจากนี้ยังมีโครงการอื่นที่ตั้งขึ้นในเวลาเดียวกันอีก อาทิ โครงการทำดอกไม้ประดิษฐ์ จากเศษวัสดุต่าง ๆ เช่น ฝ้าย ไหม และผ้าชนิดอื่น รวมทั้งปอ ป่าน ซึ่งใยนำมาทำกระเป๋า หมวก และรองเท้าแตะ

จากจุดเริ่มต้นนี้ได้มีโครงการงานฝีมือเกิดขึ้นอีกจำนวนมากในส่วนต่าง ๆ ของประเทศ โดยใช้ฝีมือและวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่น อาทิ งานฝีมือประเภทหวายซึ่งทำจากพืชประเภทย่านลิเภา ที่มีถิ่นกำเนิดในภาคใต้ ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออุตสาหกรรมในครัวเรือนที่ขึ้นชื่อคือมัดหมี่ และแม้มัดหมี่จะขึ้นชื่อแต่ก็ยังมีการทอผ้าธรรมดาชนิดอื่นอยู่ในภาคนี้ด้วย ส่วนภาคกลางนั้น ช่างปั้นดินในจังหวัดอ่างทองเชี่ยวชาญในการทำตุ๊กตาเล็ก ๆ ที่ปั้นจากดินเหนียว หรือที่เรียกกันว่าตุ๊กตาชาววัง

ในปี พ.ศ. 2519 ได้มีการรวบรวมโครงการเหล่านี้เข้าอยู่ภายใต้หน่วยงานส่วนกลางที่มีชื่อว่ามูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ (SUPPORT) ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีจิตศรัทธาบริจาค และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นองค์ประธานกรรมการของมูลนิธินี้ด้วย นับจากวันแรกที่มีการก่อตั้งมูลนิธินี้ทรงอุทิศพระองค์ให้กับงานของมูลนิธิอย่างเหลือคณานับ พระองค์หาใช่เป็นเพียงองค์ประธานกรรมการแต่ในพระนามเท่านั้น ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นจำนวนไม่น้อยพระองค์ทรงเป็นผู้สัมภาษณ์เองทั้งสิ้น ปกติแล้วคนเหล่านี้ได้รับคัดเลือกมาจากคนตกงาน และมีการศึกษาน้อย ที่มาจากครอบครัวใหญ่ที่ทำการเกษตร และมีฐานะยากจน หลักสูตรการอบรมมุ่งเน้นการสร้างงานฝีมือที่จะเป็นที่ต้องการของตลาด เป็นฝีมือและความชำนาญที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษหลายชั่วคน ที่เป็นช่างฝีมือที่มีความชำนาญเป็นเลิศ รวมทั้งส่งเสริมผู้เรียนให้มีอิสระในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ทั้งนี้ การใส่พระทัยของพระองค์ต่อเทคนิคและกระบวนการสอนของมูลนิธิได้ช่วยยกระดับมาตรฐานงานฝีมือไทยได้มาก

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ มีสำนักงานใหญ่อยู่ในพระตำหนักสวนจิตรลดา และดูแลเครือข่ายที่จัดเป็นศูนย์ประจำในแต่ละภูมิภาคกระจายอยู่ 59 จังหวัดและเปิดสอนทั้งหมด 26 หลักสูตร หรือ 26 แผนก ได้แก่ แผนกเครื่องถม แผนกคร่ำ แผนกเครื่องเงินและเครื่องทอง แผนกประดับมุก แผนกย่านลิเภา แผนกช่างหวาย แผนกทอเสื่อ แผนกงานไม้ แผนกทอพรม แผนกผ้าฝ้าย แผนกทอจก แผนกทอผ้าแพรวา แผนกทอผ้าไหม แผนกปักผ้า แผนกตัดเย็บ แกะสลักไม้ แกะสลักหิน แกะสลักหนัง หลักสูตรการปั้น หลักสูตรการเขียนลายการประดิษฐ์ดอกไม้ การทำตุ๊กตา การทำกล่อง และการตกแต่งปีกแมลงทับ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2531 ความตอนหนึ่งว่า “…ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปพบราษฎรมาทั่วประเทศ เพราะได้โอกาสตามเสด็จพระราชดำเนินทุกหนแห่ง จึงได้พบความจริงที่ว่า คนไทยเรานั้นแม้อยู่ห่างไกลความเจริญของเมืองหลวง ก็มีความสามารถทางด้านศิลปะเป็นอย่างสูง เช่น ผ้าไหมไทย ผ้าไทยต่าง ๆ ที่เห็นมีสีและลวดลายที่สวยงามนั้นเกิดมาจากความสามารถของชาวบ้านเองแท้ ๆ ไม่ต้องให้ใครไปออกแบบลวดลายและสีสันให้ คนไทยเหล่านี้เองที่ข้าพเจ้าขอยกย่องว่า เป็นผู้สืบทอดศิลปะให้แก่ชาติบ้านเมืองของเขาจริง แม้แต่ผู้ที่ไม่เคยมีความรู้ทางหัตถกรรมใด ๆ เลย ก็ต้องนับว่ามีสายเลือดทางศิลปะอยู่ในตัวแล้ว เพราะเพียงได้มาเรียนไม่นานก็สามารถผลิตผลงานที่สวยงามได้อย่างน่าอัศจรรย์ บัดนี้ข้าพเจ้าได้ประจักษ์ด้วยตนเองแล้วว่า ประชาชนไทยของเราเปรียบเสมือนคลังเก็บรักษาศิลปวัฒนธรรมของชาติอย่างแท้จริง เพียงแต่ให้เขาได้มีโอกาสแสดงออกในคุณค่าของเขาเท่านั้น…”

ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้มีพระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม  2532 ใจความสำคัญว่า “…ข้าพเจ้านั้นภูมิใจเสมอมาว่า คนไทยมีสายเลือดของช่างฝีมืออยู่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวนา หรืออาชีพใด อยู่สารทิศใด คนไทยมีความละเอียดอ่อน และไวต่อการรับศิลปะทุกชนิด ขอเพียงแต่ให้เขาได้โอกาสฝึกฝน เขาก็จะแสดงความสามารถออกมาให้เห็นได้…”

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงสร้างงานศิลปาชีพให้บังเกิดขึ้นและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ได้ช่วยเหลือชาวนาชาวไร่ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น สามารถส่งลูกหลานได้เรียนหนังสือและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสืบสานศิลปวัฒนธรรมอันเป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศชาติให้ยาวนานและยั่งยืนสืบไป