พระราชพิธีอันเกี่ยวเนื่องกับพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ไทยเป็นราชประเพณีที่มีความสำคัญสูงสุดที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีรากฐานจากคติความเชื่อของพราหมณ์ที่ยกย่องพระมหากษัตริย์เป็นดั่งสมมติเทพ ที่อวตารลงมาคุ้มครองโลกมนุษย์

การจัดพระราชพิธีจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่แสดงถึงการถวายพระเกียรติอย่างสูงสุดเพื่อเสด็จกลับสู่สรวงสวรรค์ แม้ว่าแบบแผนหลักจะคงเดิม แต่รายละเอียดปลีกย่อยก็มีการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยและพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์

1. ขั้นตอนเบื้องต้นและการบำเพ็ญพระราชกุศล

พระราชพิธีพระบรมศพเริ่มต้นด้วยพิธีที่เป็นการภายในอันได้แก่ การสรงน้ำพระบรมศพ (การอาบน้ำศพ) และ การสุกำพระบรมศพ (การห่อและมัดตราสัง) ก่อนจะอัญเชิญพระบรมศพสู่พระบรมโกศ ปัจจุบันขั้นตอนเหล่านี้จัดขึ้นที่พระที่นั่งพิมานรัตยา ภายในพระบรมมหาราชวัง

ในส่วนของการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น ได้เกิดธรรมเนียมปฏิบัติใหม่ขึ้นเป็นครั้งแรกในงานพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตามพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนสามารถถวายน้ำสรงพระบรมศพที่หน้าพระฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ซึ่งเป็นสิ่งที่สืบต่อมาจนถึงงานพระบรมศพในปัจจุบัน

หลังจากนั้น จะอัญเชิญพระบรมโกศประดิษฐานเหนือพระแท่นสุวรรณเบญจดล ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพื่อประกอบ พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล ซึ่งพระบรมวงศานุวงศ์จะเสด็จฯ ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นประจำทุกวันจนครบ 100 วัน ในแต่ละวันจะมีการสวดพระอภิธรรมโดยพระพิธีธรรมด้วยทำนองหลวง ซึ่งเป็นทำนองเฉพาะของราชสำนัก รวมถึงยังคงมีการทำพิธีกงเต๊กหลวงเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ดวงพระวิญญาณด้วย

อย่างไรก็ดี ในอดีตมีธรรมเนียมปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการไว้ทุกข์หลายอย่าง เช่น การโกนผมไว้ทุกข์ นางร้องไห้ และการกำหนดสีเครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ด้วยสีขาว ดำ และน้ำเงิน เพื่อบ่งบอกสถานะของผู้มาร่วมงาน แต่ธรรมเนียมเหล่านี้ได้ถูกยกเลิกไปในเวลาต่อมา

2. การเตรียมงานออกพระเมรุและการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญ

ขั้นตอนสำคัญอีกอย่างหนึ่งของพระราชพิธี คือ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ หรือ งานออกพระเมรุ ซึ่งจะมีการดำเนินการควบคู่ไปกับการบำเพ็ญพระราชกุศล โดยเริ่มตั้งแต่การก่อสร้าง พระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง และการจัดสร้างเครื่องประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น พระโกศไม้จันทน์ เครื่องฟืนไม้จันทน์ พระโกศบรรจุพระบรมอัฐิ และผอบบรรจุพระบรมราชสรีรางคาร

การสร้างพระเมรุมาศมีความแตกต่างกันไปตามยุคสมัย โดยยึดคติโบราณสืบทอดเป็นแบบแผน ในสมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 1–4) นิยมสร้างพระเมรุมาศขนาดใหญ่โตเต็มรูปแบบ ประกอบด้วยพระเมรุมาศหรือพระเมรุใหญ่ครอบด้านนอก และพระเมรุทองหรือพระเมรุน้อยอยู่ด้านใน

อย่างไรก็ตาม ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญขึ้นในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยมีพระราชกระแสในพระราชหัตถเลขาว่า :

ถ้าจะทำในเวลานี้ก็ดูไม่สมกับการที่เปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง ไม่เป็นเกียรติยศยืดยาวไปได้เท่าใด ไม่เป็นประโยชน์แก่คนทั้งปวง กลับเป็นความเดือดร้อนจึงขอให้ยกเลิกงานพระเมรุใหญ่นั้นเสีย ปลูกแต่ที่เผาอันพอสมควร ณ ท้องสนามหลวง แล้วแต่จะเห็นสมควรกันต่อไป”

การปรับลดขนาดพระเมรุมาศในงานพระบรมศพรัชกาลที่ 5 ครั้งนี้ ได้กลายเป็น แบบแผน ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยพระเมรุมาศมีขนาดเล็กลง คงเหลือแต่พระเมรุน้อยเท่านั้น เน้นความประหยัด แต่ยังคงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณีและสมพระเกียรติตามพระราชอิสริยยศของพระบรมศพ

ในช่วงการเตรียมงาน ยังมีการบูรณะและตกแต่ง ราชรถและราชยาน ที่ใช้ในริ้วกระบวนพระบรมราชอิสริยยศ ซึ่งรวมถึงราชรถสำคัญ เช่น พระมหาพิชัยราชรถ และ เวชยันตราชรถ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดฯ ให้สร้างขึ้นมาใหม่ภายหลังเสียกรุงศรีอยุธยา

3. พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ และการอัญเชิญพระบรมอัฐิ

เมื่อการก่อสร้างพระเมรุมาศแล้วเสร็จ จะเข้าสู่ขั้นตอนของการอัญเชิญพระบรมศพจากพระบรมมหาราชวังสู่พระเมรุมาศ โดยริ้วกระบวนพระบรมราชอิสริยยศ จากนั้นจึงเป็นพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในช่วงเย็น

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) นับเป็นพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่และสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ เป็นการแสดงความอาลัยและถวายพระเกียรติยศสูงสุดในการที่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยเสด็จสู่สวรรคาลัย โดยมีกำหนดการหลัก 5 วัน ระหว่างวันที่ 25-29 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

การจัดเตรียมพระราชพิธีครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2559 โดยแบ่งเป็นสองส่วนหลักคือ การก่อสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ และการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ ราชยาน และเครื่องประกอบพระราชพิธี พระเมรุมาศ ถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรอลังการตามแนวคิดไตรภูมิ สื่อถึง เขาพระสุเมรุ อันเป็นศูนย์กลางจักรวาล ซึ่งเป็นสถานที่ประทับของทวยเทพและกษัตริย์ เมื่อสวรรคตแล้วจะเสด็จกลับสู่สรวงสวรรค์ นอกจากนี้ยังมีการจัดสร้าง พระที่นั่งทรงธรรม และอาคารอื่น ๆ พร้อมทั้งเตรียม ไม้จันทน์หอม ซึ่งเป็นเครื่องประกอบสำคัญสำหรับถวายพระเพลิงพระบรมศพตามราชประเพณี

หัวใจของพระราชพิธีคือในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยในช่วงเช้าเป็นการอัญเชิญพระบรมศพออกสู่พระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวงด้วยริ้วกระบวนพระบรมราชอิสริยยศที่สง่างามตามแบบแผนโบราณ ผ่านการซ้อมใหญ่หลายครั้งเพื่อความสมบูรณ์แบบ ราชรถและราชยานสำคัญ เช่น พระมหาพิชัยราชรถ และ พระยานมาศสามลำคาน ได้รับการบูรณะตกแต่งอย่างวิจิตร เพื่อใช้เป็นพาหนะในการที่พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย

ในช่วงเย็นเป็นพิธี ถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในปัจจุบัน) และพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงวางดอกไม้จันทน์ ตามด้วยพระประมุขและผู้แทนจากนานาประเทศ และประชาชนทุกคนที่ได้ร่วมถวายดอกไม้จันทน์ ณ สถานที่จัดสร้างพระเมรุมาศจำลองและซุ้มถวายทั่วประเทศ สะท้อนถึงความจงรักภักดีอันยิ่งใหญ่และเป็นหนึ่งเดียวกันของพสกนิกรชาวไทย

หลังจากนั้น ในวันที่ 27-29 ตุลาคม 2560 จะเป็นพิธีเก็บพระบรมอัฐิ และอัญเชิญพระบรมอัฐิประดิษฐาน ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารไปประดิษฐาน ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เป็นการเสร็จสิ้นพระราชพิธีอย่างสมบูรณ์

สิ่งที่ทำให้พระราชพิธีครั้งนี้ยิ่งใหญ่เป็นพิเศษคือ การมีส่วนร่วมอย่างท่วมท้นของประชาชนชาวไทย ที่ได้ร่วมกันแสดงความอาลัยมาตั้งแต่หลังการเสด็จสวรรคต โดยเฉพาะการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และการร่วมถวายดอกไม้จันทน์ตามซุ้มต่าง ๆ เป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธี รัฐบาลยังได้จัดให้มี นิทรรศการพระเมรุมาศ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าชมงานศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมอันเป็นสุดยอดแห่งช่างสิบหมู่ของไทย เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย.