เมื่อวันที่ 30 ต.ค. นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) แถลงข่าว “หนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว” ว่า ขณะนี้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) ส่วนต่อขยายที่ 1 ช่วงสะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่-บางหว้า และช่วงอ่อนนุช–แบริ่ง และส่วนต่อขยายที่ 2 ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่–คูคต ตั้งแต่เดือน มิ.ย.2564-ก.ย.2568 วงเงินรวม 36,444 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินต้น 31,482 ล้านบาท และดอกเบี้ย 4,962 ล้านบาท ให้กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสแล้ว

นายคีรี กล่าวต่อว่า บริษัทฯ ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ กทม. แล้วว่า จะวางบิลค่าจ้างเดินรถฯ ทุกวันที่ 3 ของเดือน และ กทม.จะต้องชำระค่าจ้างเดินรถฯ ทุกวันที่ 20 ของเดือน โดยเบื้องต้นค่าจ้างฯ ต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 740 ล้านบาท หวังว่าหลังจากนี้จะได้รับการชำระค่าจ้างได้ตรงต่อเวลาทุกเดือน และไม่คลาดเคลื่อนเหมือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามในจำนวนหนี้ 36,444 ล้านบาท บริษัทฯ ได้ลดดอกเบี้ยให้ประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งรู้สึกดีใจที่ได้เงินคืน แต่ก็ไม่ได้อยากได้ดอกเบี้ย เพราะรู้ดีว่าคือภาษีประชาชน แต่ก็จำเป็นต้องคิดดอกเบี้ย เพราะเป็นเรื่องของทางธุรกิจ

นายคีรี กล่าวอีกว่า บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้รับจากการชำระหนี้ในครั้งนี้ ไปชำระหนี้คืนเจ้าหนี้ ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท และที่เหลืออีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จะนำไปพัฒนาการให้บริการรถไฟฟ้า และลงทุนโครงการต่างๆ ซึ่งยังไม่สามารถแจ้งรายละเอียดได้ ต้องรายงานให้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท พิจารณาก่อน ทั้งนี้สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนหลัก ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช จะหมดในปี 2572 จากนั้นจะเป็นการจ้างเดินรถ และซ่อมบำรุง ระยะเวลาอีก 13 ปี โดยเมื่อนั้น กทม. จะต้องจ่ายค่าจ้างประมาณเดือนละ 1,300-1,400 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวถามถึงนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน และการซื้อคืนรถไฟฟ้าของรัฐบาล นายคีรี กล่าวว่า บริษัทฯ พร้อมเจรจา และให้ความร่วมมือทั้ง 2 นโยบาย ซึ่งการซื้อคืนรถไฟฟ้า หากดำเนินการก่อนหมดสัมปทานในปี 2572 ทางรัฐบาลก็ต้องจ่ายค่าก่อสร้างที่บริษัทฯ ได้ลงทุนไปด้วย โดยรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก เป็นรถไฟฟ้าสายแรกที่เอกชนลงทุนก่อสร้างเอง ซึ่งเมื่อ 30 ปีที่แล้วค่าก่อสร้างอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เวลานี้ยังไม่ได้ประเมินราคาว่าหากซื้อคืนรัฐต้องจ่ายให้เท่าไหร่ แต่เบื้องต้นคงต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท เพราะสัมปทานเหลืออีก 4 ปี

อย่างไรก็ตามในส่วนของนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน คาดว่าหากได้เริ่มนโยบายนี้จริงกับรถไฟฟ้าทุกสาย จะทำให้ปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นประมาณ 60-70% ซึ่งบริษัทฯ ก็พร้อมที่จะจัดหาขบวนรถมาให้บริการเพิ่มเติม แต่ก็ต้องใช้เวลาในการจัดหาประมาณ 2 ปี ส่วนจะจัดหาเมื่อไหร่ขอพิจารณา เบื้องต้นจะยังไม่ได้มีการจัดหาในปี 2568 ส่วนการปรับปรุงสถานีตากสิน จากทางเดี่ยวเป็นทางคู่ และการพัฒนาสถานีเสนาร่วม สถานีในอนาคตสายสุขุมวิท ระหว่างสถานีอารีย์ และสถานีสะพานควาย คงยังไม่ทำในเวลานี้ เพราะรัฐบาลมีนโยบายซื้อคืนรถไฟฟ้าแล้ว

ด้านนายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บีทีเอสซี กล่าวว่า เรื่องหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวเกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน เริ่มตั้งแต่หนี้ก้อนแรกเมื่อเดือน ธ.ค.2560 แต่ในครั้งนั้น กทม. ก็จ่ายบ้างไม่จ่ายบ้าง จนกระทั่งเมื่อปี 2562 รัฐบาลได้ออกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้มาเจรจาเรื่องต่อสัมปทาน จากนั้นก็ไม่ได้มีการจ่ายค่าจ้างเดินรถฯ อีกเลย โดยบริษัทฯ ได้เริ่มฟ้องศาลปกครองกลางครั้งแรกเมื่อปี 2564 จากนั้นก็ฟ้องศาลฯ เป็นครั้งที่ 2 เมื่อปี 2565 จนกระทั่งมีคำสั่งศาลให้ กทม. และกรุงเทพธนาคม (KT) ชำระหนี้ให้กับบริษัทฯ.



