วันที่ 4 มีนาคม 2520 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนสิริกิติ์และโรงไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ

“เขื่อนสิริกิติ์” เป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก่อสร้างขึ้น ตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำน่าน เดิมชื่อ “เขื่อนผาซ่อม” ต่อมาได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขนานนามว่า “เขื่อนสิริกิติ์” เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2511 ก่อสร้างปิดกั้นแม่น้ำน่าน ณ บริเวณเขาผาซ่อม ตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ อยู่ห่างจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 58 กิโลเมตร

แม่น้ำน่าน นับเป็นลำน้ำสาขาสำคัญสายหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา มีต้นกำเนิดจากดอยภูแว ในเทือกเขา หลวงพระบาง ซึ่งเป็นเส้นกั้นพรมแดนกับประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ในเขตท้องที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน มีความยาวตลอดลำน้ำถึง 615 กิโลเมตร ยาวที่สุดในบรรดาแควต้นน้ำเจ้าพระยาด้วยกัน และมีพื้นที่ลุ่มน้ำถึง 33,130 ตารางกิโลเมตร ที่ราบสองฝั่งแม่น้ำน่านตั้งแต่จังหวัดอุตรดิตถ์ลงมาจำนวน 1,800,000 ไร่ ในเขตชลประทานพิษณุโลก นับว่าเป็นทุ่งราบที่สำคัญแห่งหนึ่งในประเทศ และเหมาะแก่การเกษตรกรรมอย่างยิ่ง ซึ่งแต่ก่อน มักถูกน้ำท่วม เป็นประจำเพราะไม่มีระบบควบคุมน้ำ รัฐบาลจึงได้มีการวางแผนพัฒนาลุ่มน้ำน่านขึ้นมา 3 ระยะ คือ

ระยะแรก ก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้ในอ่างสำหรับประโยชน์ ทางด้านการชลประทาน และการผลิตกระแสไฟฟ้า ระยะที่ 2 ก่อสร้างเขื่อนนเรศวรขึ้นที่บ้านหาดใหญ่ อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก เป็นเขื่อนทดน้ำ ระยะที่ 3 ก่อสร้างเขื่อนอุตรดิตถ์ที่บ้านผาจุก อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อทดน้ำ และมีระบบส่งน้ำ

ประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการนี้เพื่อบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำน่าน และร่วมกับเขื่อนภูมิพลบรรเทาอุทกภัยในทุ่งเจ้าพระยาให้ลดน้อยลง ทำการชลประทานในลุ่มน้ำน่านในฤดูฝนได้ 1,551,000 ไร่ ในฤดูแล้งในลุ่มน้ำน่านได้ 300,000 ไร่ และในทุ่งเจ้าพระยาได้อีก 2,500,000 ไร่ รวม 2,800,000 ไร่ เมื่อได้ขุดลอกและแต่งลำแม่น้ำน่านบางตอนแล้ว จะใช้เป็นเส้นทางคมนาคมจากจังหวัดนครสวรรค์ถึงจังหวัดอุตรดิตถ์ได้ตลอดปี

หลังจากงานก่อสร้างตัวเขื่อน และโรงไฟฟ้า เสร็จเรียบร้อยแล้วกรมชลประทาน ได้มอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รับผิดชอบในการควบคุมดูแลรักษาเขื่อน ปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้ารวม 4 ชุด และมีกำลังผลิตรวม 500,000 กิโลวัตต์

นอกเหนือจากประโยชน์ในด้านชลประทานและการผลิตไฟฟ้าแล้ว การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ยังเปิดพื้นที่เขื่อนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวให้ประชาชนทั่วไปสามารถเดินทางเข้าไปเที่ยวชมความงดงามของเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่สวยที่สุดในภาคเหนือด้วย โดยเฉพาะบริเวณ “สันเขื่อนสิริกิติ์” ที่ว่ากันว่าจะสวยสุดใจตอนโบกมือลาพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าในตอนเย็น แสงสีทองที่ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนท่ามกลางภาพอ่างเก็บน้ำรายล้อมด้วยขุนเขา

มาถึงเขื่อนสิริกิติ์แล้วต้องไปสักการะ “หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ (พระพุทธสิริสัตตราช)” ประดิษฐานอยู่บริเวณสันเขื่อน พระผู้เป็นสิริของแผ่นดิน เป็นสัญลักษณ์แห่งฝนและความร่วมเย็น อีกจุดที่ต้องไปเช็คอินคือ “สะพานเฉลิมพระเกียรติพระบรมราชินีนาถ” สะพานแขวนสีเหลือง-ฟ้าตั้งตระหง่านทอดข้ามลำน้ำน่าน แล้วอย่าลืมไปชม “แม่น้ำสองสี” ณ สะพานแม่น้ำปาด ปรากฏการณ์ที่หนึ่งปีมีครั้ง การไหลมาบรรจบกันของแม่น้ำปาดซึ่งเป็นสีแดง และสีเขียวจากการระบายน้ำของเขื่อนสิริกิติ์ หากต้องการชมปรากฏการณ์นี้แนะนำให้มาเที่ยวเขื่อนสิริกิติ์ในช่วงฤดูฝน

ไม่เพียงเท่านั้นที่เขื่อนสิริกิติ์ยังมี “อุโมงค์ไผ่” ร่มรื่นเขียวขจี ถ่ายรูปมุมไหนก็สวย ในพื้นที่ 3 ไร่เขื่อนสิริกิติ์ได้อนุรักษ์รวบรวมสายพันธุ์ไผ่ไว้ทั้งหมด 69 สายพันธุ์ มีทั้งไผ่หายาก ไผ่ใช้สอย และไผ่ประดับ เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของนักท่องเที่ยว คนไม่เคยมาเห็นภาพแล้วอาจจะคิดว่าเป็นป่าไผ่ในประเทศญี่ปุ่น

สำหรับนักปั่นทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น ที่เขื่อนสิริกิติ์มี “เส้นทางจักรยาน” ที่พร้อมจะให้นักปั่นมาขี่จักรยานสูดอากาศบริสุทธิ์หายใจได้เต็มปอด จะนำจักรยานมาเองเท่ห์ ๆ หรือมาเช่าที่เขื่อนสิริกิติ์ก็ได้ ปั่นไปรอชมพระอาทิตย์ตกที่สันเขื่อน หรือจะไปแวะนั่งชิลที่ “ร้านกาแฟคุณสายชล” ที่ตั้งอยู่บริเวณจุดชมวิวริมเขื่อน มาพร้อมกับเมนูซิกเนเจอร์อย่าง “แม่น้ำสองสี” ซึ่งเป็นทั้งเครื่องดื่มเย็นชื่นใจและเป็นสัญลักษณ์ของการบรรจบกันของแม่น้ำ 2 สายที่ไหลผ่านเขื่อน

ถ้าถามถึงอาหารต้องยกให้ร้านอาหาร “ระเบียงน่าน เขื่อนสิริกิติ์” ที่เสิร์ฟอาหารท้องถิ่นสุดพิเศษ โดยเฉพาะเมนูที่ใช้ปลาน้ำจืดหาทานยาก เช่น ปลาตะโกก ปลาแม่น้ำที่เนื้อแน่น รสชาติหวานนุ่ม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือจะเป็น ยำปลาซิวแก้ว รสแซ่บถึงใจ และปลาทับทิมริมน่านทอดกรอบกับน้ำจิ้มสองสไตล์ จัดจ้านทุกจาน ใครได้ชิมแล้วจะต้องติดใจ

สายกิจกรรมห้ามพลาด เพราะที่นี่มีสนามกอล์ฟวิวริมน้ำน่านสุดอลังการ กับสนามมาตรฐาน 18 หลุม ที่เปิดให้ทุกคนได้ลองวงสวิงท่ามกลางธรรมชาติ รับลมเย็น ๆ และวิวภูเขาแบบพาโรนามา และหากอยากจะค้างคืนที่ ขื่อนสิริกิติ์มีบ้านพักรับรองที่ได้รับมาตรฐานพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ไม่ว่าจะเป็นแอร์ ตู้เย็น น้ำดื่ม และ Wi-Fi ที่พักมีให้เลือกหลายแบบ เช่น รังนางนวล รังนกกระจอก บ้านภูน่าน ราคาแตกต่างกันไปตามประเภทของบ้านพัก

ออกจากเขื่อนแล้วแนะนำให้ไปชมโบสถ์ศิลปะล้านนาของชาวเหนือ มีความสวยงาม อ่อนช้อย และน่าหลงใหลของ “วัดหาดล้าเหนือ” ศูนย์รวมใจชาวท่าปลา ภายในประดิษฐานพระประธานปูนปั้นปางมารวิชัยภายนอกมีพญานาคหัวช้างอยู่ด้านหน้าซึ่งมีแห่งเดียวในจังหวัดอุตรดิตถ์ ก่อนการสร้างเขื่อนวัดนี้เคยอยู่ในพื้นที่ก่อสร้างโดยได้ย้ายมาก่อสร้างใหม่ ณ บ้านร่วมใจ หมู่ 3 ต.ร่วมจิต 

ในอำเภอท่าปลายังเป็นที่ตั้งของ “อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน” ที่โอบล้อมไปด้วยผืนป่าและสายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ จุดไฮไลท์คือ “เกาะนมสาว” และ “จุดชมวิวทะเลสาบสุริยันจันทรา” หนึ่งในมุมงดงามที่สุดของอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน ที่นักเดินทางไม่ควรพลาด แผ่นน้ำกว้างใหญ่ทอดตัวโอบล้อมด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน สะท้อนแสงทองของอาทิตย์ยามรุ่ง และเปลี่ยนโทนเป็นสีชมพูอ่อนละมุนในยามอาทิตย์ลับฟ้า ดื่มด่ำกับบรรยากาศของสายน้ำที่ทอดตัวไปสุดสายตา พร้อมจิบนมชมพูให้เข้ากับบรรยายกาศ แล้วไปล่องแพชมวิวเกาะนมสาว หรือพักค้างคืนบนแพกลางน้ำเพื่อสัมผัสความสงบยามค่ำคืน ท่ามกลางสายลมเย็นและแสงดาวระยิบระยับเหนือผืนน้ำ

นอกจากนี้ยังสามารถแวะท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงที่น่าสนใจ เช่น วิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย แหล่งเรียนรู้วิถีชุมชนและผลิตภัณฑ์พื้นถิ่น สกายวอร์คห้วยน้ำรี สะพานคอนกรีตความยาว 720 เมตร จุดชมวิวสุดตระการตาแบบ 360 องศา เหนือผืนป่าและสายน้ำของอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี ในช่วงหน้าฝนและหน้าหนาวจะมีทะเลหมอกให้ชม จิบกาแฟห้วยน้ำรีจากชุมชน แวะชุมชนบ้านท่าเรือ หมู่บ้านริมทะเลสาบที่เป็นท่าเรือขนถ่ายปลาจากเขื่อน ที่นี่มีบริการพาล่องเรือชมเขื่อนด้วย ส่วนบ้านท่าเรือเก่า เป็นหมู่บ้านชาวประมงที่เป็นแหล่งเลี้ยงปลาทับทิม