โดยถือว่า “รัฐบาลอนุทิน” นับหนึ่งสตาร์ทการทำงานอย่างเต็มรูปแบบเมื่อ 1 ต.ค. หลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพียงระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน โครงการที่ทำสำเร็จและเรียกว่าได้ใจชาวบ้านไปเต็มๆ คือ “คนละครึ่งพลัส” ที่เปิดใช้งานเมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา
เป็นข้อเปรียบเทียบกับนโยบาย ‘เงินหมื่นดิจิทัล’ ของพรรคเพื่อไทย ที่ยังติดค้างคนไทยบางส่วนอยู่เพราะเป็นรัฐบาลมา 2 ปีกว่าแต่ไม่สามารถเดินหน้านโยบายให้ตรงปกตามที่หาเสียงไว้
ล่าสุดสวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยประจำเดือน ต.ค. ระบุว่านักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ “เสี่ยหนู” ผลงานรัฐบาลที่ชื่นชอบคือเปิดใช้คนละครึ่งพลัส ส่วนนักการเมืองซีกฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่น คือ “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.กทม.พรรคประชาชน ผลงานฝ่ายค้านที่ประชาชนชื่นชอบคือ การตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
ขณะที่นิด้าโพลเผยผลสำรวจ “กระแสการเมืองในภาคอีสาน” โดยถามถึงบุคคลที่คนอีสานจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ คิดเป็น 32.40% อันดับ 2 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจ คิดเป็น 19.70% อันดับ 3 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน คิดเป็น 18.55%
อย่างไรก็ตามเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนอีสานจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 เป็นพรรคประชาชน คิดเป็น 26.05% อันดับ 2 ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ คิดเป็น 24.65% อันดับ 3 พรรคเพื่อไทย คิดเป็น 16.85% อันดับ 4 พรรคภูมิใจไทย คิดเป็น 15.75%
ทั้งนี้ภาคอีสานถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในการเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นภาคที่มี สส.มากที่สุด หากช่วงชิงพื้นที่อีสานมาได้เท่ากับเป้าหมายการเป็นรัฐบาลก็อยู่ไม่ไกลนัก ผลสำรวจของนิดาโพลรอบนี้อาจทำให้พรรคแดงเจ้าของพื้นที่เดิม กับพรรคส้มต้องหนาวๆ ร้อนๆ เพราะแม้พรรคอันดับหนึ่งในใจคนอีสานจะเป็นพรรคประชาชน ตามด้วยพรรคเพื่อไทย แต่ตัวบุคคลที่คนอีสานหนุนเป็นนายกฯ กลับชื่อ “อนุทิน” ซึ่งแทบไม่เคยเกิดปรากฎการณ์ลักษณะนี้มาก่อน
ด้าน “ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตอบคำถามว่าที่ว่า “หัวหน้าเท้ง” คะแนนตกเพราะนำทีมโหวต “เสี่ยหนู” เป็นนายกฯ หรือไม่ ว่า มีหลายเรื่องที่ส่งผลกับการตัดสินใจของประชาชนผ่านนิด้าโพลแต่อย่างไรก็ตามระยะเวลาไปจนถึงการเลือกตั้ง ยังมีเวลาให้พรรคประชาชนได้ปรับตัว ปรับกลยุทธ์ในพรรค เพื่อทำให้แคนดิเดตคือ “หัวหน้าเท้ง” ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ให้ได้ในท้ายที่สุด
ระหว่างนี้ลุยตรวจสอบรัฐบาลเข้มข้นทุกพรรคโดยกระทุ้งนายกฯ ให้เร่งแก้ปัญหาการฟอกเงินและทุนเทา พร้อมโหมโรงโรดแม็พเลือกตั้ง ปล่อยสโลแกน “มีเราไม่มีเทา” หวังเป็นรัฐบาลพรรคเดียวในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลือจากนี้จึงเป็นการขับเคี่ยวระหว่าง 3 พรรคการเมืองใหญ่ คือ ส้ม-แดง-น้ำเงิน ผ่านการทำหน้าที่บริหารประเทศของรัฐบาล หรือการตรวจสอบอย่างเข้มข้นของฝ่ายค้าน ว่าใครจะช่วงชิงคะแนนความนิยมจากประชาชนได้มากที่สุด ก่อนการเลือกตั้งใหญ่จะมาถึงในต้นปีหน้า.



