และคำว่า Rare Earth หรือ แร่ธาตุหายาก ถูกพูดถึงบ่อยในเวทีนานาชาติในช่วงนี้ ทำไมแร่ธาตุเหล่านี้แต่เดิมไม่ค่อยมีใครสนใจ แต่ปัจจุบันต่างแย่งชิงกัน จนทำให้เกิดความขัดแย้ง ความรุนแรง และบางที่พาไปสู่สงคราม สร้างปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก
เมื่อก่อนที่เราเห็นการแย่งชิงกันของบ่อน้ำมัน หรือเหมืองทอง แต่ปัจจุบันเมื่ออุตสาหกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้น และนักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาแร่ธาตุชนิดใหม่ ๆ มาทดแทนแร่ธาตุที่กำลังหมดไป ดังนั้นเราจึงเริ่มได้ยินชื่อแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น โมนาไซต์ Monazite ซีโนไทม์ Xenotime และอื่น ๆ ที่เคยแต่ท่องจำในวิชาเคมี กลายมาเป็นแร่ธาตุที่มีมูลค่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แร่ธาตุเหล่านี้ที่นำไปทำแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้า EV เป็นสารตั้งต้นของพลังงานทางเลือกต่าง ๆ เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์ IT เซมิคอนดักเตอร์ เป็นแร่ธาตุที่มีกัมมันตภาพรังสีสามารถแปรเป็นพลังงาน และอาวุธสงคราม รวมทั้งเป็นแร่ที่สร้างแสงสีในจอภาพ LED ที่ใช้กันทุกแห่งหน เป็นต้น

ประเทศที่กำลังพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป จีน รัสเซีย ต่างพยายามครอบครองแหล่งทรัพยากรที่มีจำกัดเหล่านี้ ด้วยวิธีการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจแห่งอนาคต หรือใช้วิธีเข้าครอบครองด้วยกำลัง สงครามแย่งชิง Rare Earth นี้ จะเป็นวิกฤติความยั่งยืนใหม่ที่กำลังมาเขย่า SDG

อีก 2 วิกฤติที่จะเกิดจากปัญหาของ Rare Earth ก็คือ 1. มาตรฐานความยั่งยืนของการทำเหมืองแร่เหล่านี้ ที่ต้องมีมาตรฐานสูง ไม่สร้างมลพิษให้เกิดกับพื้นดิน แหล่งน้ำ และอากาศ และต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ทำลายคุณภาพชีวิตผู้คนในท้องถิ่น และต้องไม่สร้างผลกระทบต่อความสงบสุขและสันติภาพ 2. เพื่อไม่ให้ Rare Earth ที่มีจำกัดสูญพันธุ์ไปอย่างรวดเร็ว เราจึงต้องคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy การใช้ให้มีประสิทธิภาพ การใช้ซ้ำ หมุนเวียน แปรรูปกลับมาใช้ใหม่… ถึงเวลาหรือยังที่เราจะวางแผนพัฒนาทรัพย์สิน Rare Earth ที่เรามีอยู่กว่า 44,000 ล้านล้านบาทให้คุ้มค่า เป็นธรรม และยั่งยืน.



