ถึงแม้ระยะนี้ยังคงมีฝนตกอยู่บ้างประปราย รวมถึงการเฝ้าระวังน้ำเหนือ น้ำหนุน แต่ในบางพื้นที่ที่ฝนไม่ตก ค่าฝุ่นก็อาจจะมีพุ่งสูงได้เพราะมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งเรื่องของการระบายอากาศ ที่อาจจะอยู่ในเกณฑ์อ่อน หรือ ชั้นบรรยากาศใกล้ผิวพื้นมีลักษณะปิด ก็จะส่งผลให้ความเข้มข้นของฝุ่นสูงขึ้น รวมทั้งหากมีการเผาชีวมวลในพื้นที่และในจังหวัดใกล้เคียง ก็อาจส่งผลให้ค่าฝุ่นเพิ่มสูงขึ้นด้วย

● วางกรอบ 11ด้านรับมือฝุ่น PM2.5

กทม. ดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปี 2569 ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568-2570 และระยะ 5 ปีต่อไป โดยมีการดำเนินการในด้านต่างๆ ได้แก่ 1. พยากรณ์ แจ้งเตือน ป้องกันฝุ่น 2. ขยายระบบการติดตามและแจ้งเตือนฝุ่นระดับแขวงให้ครบ 1,000 จุด (ปัจจุบันมี 816 จุด) 3. จัดทีม “นักสืบฝุ่น” และศึกษาต้นตอฝุ่นละออง PM2.5 4. ตรวจจับควันดำจากต้นตอ 5. สนับสนุนให้เกิด ECOSYSTEM รถพลังงานไฟฟ้า 6. ตรวจสอบคุณภาพอากาศเชิงรุกในโรงงาน 7. ก่อสร้าง 8. ตรวจสอบสถานะรถตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไป (Green List) 9. เผาในที่โล่ง 10. ป้องกัน และดูแลสุขภาพประชาชน และ 11. พัฒนาพื้นที่ปลอดฝุ่น (BKK Clean Air Area) ด้วยต้นไม้สำหรับพื้นที่เปิด ด้วยเครื่องฟอกอากาศสำหรับพื้นที่ปิด

●เดินหน้าควบคุมรถควันดำ

ในช่วงเดือน ก.ย. 68 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ประกาศให้ กทม. เป็น “เขตควบคุมมลพิษ” ช่วงเวลาระหว่างเดือน พ.ย. ถึง มี.ค. เพื่อยกระดับการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ และหน่วยงานจะมีอำนาจในการออกมาตรการเร่งด่วนได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ซึ่ง กทม. ได้ออกมาตรการออกมาตรการเร่งด่วน 3 ข้อ ประกอบด้วย ลดค่ามาตรฐานควันดำ ห้ามรถยนต์ควันดำวิ่งโดยรถที่มีควันดำเกินค่ามาตรฐานจะต้องหยุดวิ่งทันทีและการขยายเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone – LEZ) ให้ครอบคลุม 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ จากปัจจุบันที่ใช้เฉพาะในวงแหวนชั้นในและบางแขวง

●ลดค่าความทึบแสงลงเหลือ 20% หากตรวจไม่ผ่านห้ามวิ่ง

เนื่องด้วย 1 ในสาเหตุหลักของการเกิดฝุ่น PM2.5 มาจากควันดำของรถยนต์ โดยเฉพาะรถดีเซลที่มีการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ จึงมีการปรับปรุงมาตรฐานการวัดควันดำให้เข้มข้นขึ้น กรมควบคุมมลพิษ จึงทำการปรับมาตรฐานควันดำของรถยนต์ดีเซล ลดค่าการทึบแสงจากเดิม 30% เหลือเพียง 20% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 68 เป็นต้นไป ซึ่งการวัดค่าการทึบแสงนั้น จะใช้วิธีการเป่าควันดำผ่านกระดาษกรอง หากบันทึกแสงได้น้อยกว่า 20% จะถือว่าไม่ผ่านมาตรฐาน และถูกห้ามวิ่งโดยเจ้าหน้าที่จะทำการติดสติกเกอร์ “ห้ามใช้ชั่วคราว” ไว้ที่บริเวณหน้ารถ และให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองนำรถที่ไม่ผ่านมาตรฐานไปปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลา 15 วัน นับแต่ถูกสั่งห้ามใช้ชั่วคราว จากเดิมที่กำหนดภายในระยะเวลา 30 วัน คาดว่ามาตรการใหม่นี้จะสามารถปรับปรุงคุณภาพอากาศได้ประมาณ 24%

● บุกตรวจควันดำถึงแหล่งกำเนิด

ในอดีตการตรวจควันคำของเจ้าหน้าที่จะเป็นการตั้งจุดตรวจกลางถนน ซึ่งอาจทำให้เกิดการจราจรติดขัด กทม. เลือกใช้วิธีการตรวจสอบที่ต้นทาง เช่น อู่รถเมล์ ท่าเรือ โรงงานอุตสาหกรรม และไซต์ก่อสร้างต่างๆ แทน โดยรถทุกคันที่เข้ามาในไซต์ก่อสร้างในเขตกรุงเทพฯ จะต้องเป็นรถที่อยู่ใน Green List เท่านั้น หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไข อาจมีคำสั่งห้ามก่อสร้างหรือห้ามปฏิบัติการ ทั้งนี้วิธีการนี้จะช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดและเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมมลพิษด้วย

● ขยาย Low Emission Zone ครบ 50เขต

จากความสำเร็จในมาตรการห้ามรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไปที่ไม่ได้จดทะเบียนบัญชีสีเขียว (Green List)วิ่งเข้ามาในเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone : LEZ) หรือในพื้นที่วงแหวนชั้นในเมื่อปีที่แล้ว โดยมีข้อยกเว้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV), รถยนต์ NGV และรถยนต์มาตรฐาน Euro 5-6 นั้น ปีนี้ กทม. จึงได้ขยายผลให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขต เมื่อมีการประกาศวันที่อากาศไม่ดี รถบรรทุกเกิน 6 ล้อขึ้นไปที่ไม่อยู่ในบัญชีสีเขียว (Green List) จะไม่สามารถเข้ามาในเขตทหากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่ง กทม. ได้ใช้ระบบกล้อง CCTV ในการออกใบสั่งอัตโนมัติ ทั้งนี้ สำหรับเจ้าของรถที่ต้องการวิ่งรถได้ในช่วงอากาศไม่ดี จะต้องนำรถไปตรวจสภาพ เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนไส้กรอง และสมัครเข้าสู่ Green List ได้ทางเว็บไซต์ https://lez.bangkok.go.th ส่วนรถที่มีมาตรฐานดีอยู่แล้ว เช่น รถ EV และรถยูโร 5-6 จะเข้าสู่ระบบ Green List อัตโนมัติ สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล 4 ล้อ ถึงแม้ไม่ได้บังคับห้ามวิ่งในช่วงที่มีประกาศเขตLEZ ก็ตาม แต่ก็สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปล่อยมลพิษน้อยลงได้ด้วยการนำรถไปเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองอากาศ

● ประสานโรงงานติดตั้ง CEMS

มาตรการจัดการมลพิษในโรงงาน ด้วยการออกประกาศควบคุมการระบายมลพิษ (ร่วมกับกรมโรงงาน) โดยเฉพาะให้โรงงานที่มีหม้อน้ำ (ยกเว้นระบบไฟฟ้า) ติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษทางอากาศที่ปล่อยจากปล่องอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง (Continuous Emission Monitoring System หรือ CEMS) จากเดิม 8 แห่ง เพิ่มเป็น 256 แห่ง และเพิ่มความเข้มข้นของมาตรฐานมลพิษจากปล่องหม้อน้ำ (NOx SO2 และ TSP)

●แก้ปัญหาควันจากการเผาชีวมวลลอยข้ามจังหวัด
โดยยกระดับการประสานงานกับสนับสนุนจังหวัดข้างเคียง ด้วยการทำข้อตกลงร่วมมือเพื่อสนับสนุนการลดกาเผาชีวมวลในจุดเสี่ยง เช่น การสนับสนุนทรัพยากรเชิงบุคคล และวิชาการ

● มาตรการอื่นๆ
แจ้งเตือนออนไลน์ : ยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้แก่ ระบบการแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ระบบพยากรณ์คาดการณ์ล่วงหน้าได้ 7 วัน จากเดิม 3 วัน และระบบการร้องเรียนผ่าน Traffy Fondue

การจัดทำห้องปลอดฝุ่น : ในโรงเรียนสังกัด กทม. 1,966 ห้อง ขณะนี้ทำแล้ว 971 ห้อง คงเหลือ 995 ห้อง ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 262 แห่ง และสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน 12 แห่ง

มาตรการ WFH : ตั้งเป้าหมาย 300,000 คน โดยมี 2 รูปแบบ คือ เมื่อผู้ว่าฯ กทม. ประกาศขอความร่วมมือ และ WFH เป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน ช่วงหน้าฝุ่น

มาตรการเพิ่มพื้นที่สีเขียว : จัดทำกำแพงกันฝุ่น หรือ “Bangkok Green Wall” เพิ่มต้นไม้ยืนต้น 1 ล้านต้นในโซนกรุงเทพตะวันออก เพื่อกรองฝุ่นจากการเผาชีวมวลที่มาจากด้านตะวันออก และเพิ่มสวน 15 นาที ครบ 500 แห่ง

ทั้งนี้ มาตรการต่างๆ ที่ กทม. เตรียมแผนไว้ไม่ได้เพียงช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในระยะสั้น แต่ในหลายมาตรการยังเป็นการวางแผน แก้ไขและป้องกันฝุ่นในระยะยาว อย่างไรก็ตาม สุดท้ายปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ปัญหาฝุ่นหมดไป ก็คือทุกคนที่จะต้องร่วมแรงร่วมใจ เดินหน้าแก้ไขปัญหาไปพร้อมๆ กัน เพื่อวันหนึ่งกรุงเทพฯ จะกลับมาเป็นเมืองที่มีอากาศสะอาดอีกครั้ง.

ทีมข่าวชุมชนเมืองรายงาน